บทที่ 11 บทที่ 01 ผมเป็นเจ้าของบริษัท [6]

“แป้ง”

ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาส่งยิ้มหวานทักทายปั้นแป้ง ความหล่อของเขาสะกดสายตาของยาหยีได้ทันที

“ว่างมากเหรอไอ้ตาร์ ไม่มีงานมีการทำหรือไง”

“มี ถึงได้โผล่มานี่ไงล่ะ ว่างปะ มีเรื่องให้ช่วย” 

“ฉัน...”

“ไปเลยค่ะ ทางนี้เดี๋ยวหยีจัดการเอง” ยาหยีรีบบอก 

แม้เธอจะไม่ค่อยรักการอ่าน แต่ก็มีโอกาสแวะเวียนมาช่วยปั้นแป้งที่ร้านอยู่บ้าง ดังนั้นเธอจึงพอรู้ว่าอะไรที่พอจะทำได้ ที่น่าแปลกก็คือทำไมเธอถึงไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อนทั้งที่เขากับปั้นแป้งดูเหมือนจะสนิทกัน สงสัยจะต้องไปหลอกถามหน่วยข่าวกรองอย่างพาขวัญสักหน่อยแล้ว

ตื้ดดด

“แป๊บนะแป้ง”

“ฉันไปรอที่โต๊ะข้างหลังแล้วกัน” ปั้นแป้งแยกเขี้ยวใส่เพื่อนชายหนึ่งทีก่อนจะเดินออกไปรอพูดคุยกับเขาที่โต๊ะซึ่งอยู่อีกโซนหนึ่งของร้าน

ยาหยีได้แต่แอบยิ้ม แม้จะก้มหน้าก้มตาทำทีเป็นจัดหนังสือแต่ก็แอบลอบมองปั้นแป้งอยู่ตลอดเพราะตั้งใจจะเก็บรายละเอียดเอาไว้แซว

“น่าจะอยู่ท้ายรถน่ะครับ แต่ตอนนี้ผมอยู่ร้านหนังสือแป้ง พี่แวะมาเอาได้หรือเปล่า ครับๆ” 

ได้ยินแว่วๆ เห็นอีกทีเขาก็วางสายแล้วเดินไปคุยกับปั้นแป้งแล้ว

“หล่อชะมัด” ยาหยีรำพึงรำพันกับตัวเอง ทว่าพอนึกถึงใบหน้าคนหล่อแล้วก็ดันมีหน้าของศรัณย์แวบเข้ามาทำให้เธอพาลหงุดหงิด รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาดื้อๆ

“แต่หล่อแล้วบ้าอำนาจก็ไม่เอาหรอก หยิ่งก็ปานนั้น คิดว่าคนอื่นเขาจะต้องกลัวตัวเองหมดหรือไง ชิ!”

ตื้ดดด

นึกถึงคนหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งโทรมา คนนี้ต่อให้จะหล่อไม่เท่าเจ้าของบริษัท แต่เพียงแค่เห็นชื่อก็ทำให้ระดับความหงุดหงิดของยาหยีพุ่งขึ้นจนแทบทะลุเพดาน

“ฮัลโหล”

[หยี คือว่าฉัน...]

“ฉันให้เวลานายถึงหกโมงเย็น ถ้านายไม่โอนเงินมาคืน พรุ่งนี้ฉันจะไปทวงกับพ่อนาย แล้วระหว่างเราก็ขอให้จบแค่นี้ก็แล้วกันนะกอล์ฟ ที่ผ่านมาฉันจะถือว่ามันเป็นเวรกรรม” ยาหยีเลือกที่จะตัดสัมพันธ์และตัดสายทิ้งทันที

เอาเข้าจริงสิ่งที่ปั้นแป้งพูดมาก็ถูกทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกรวิทย์มันไม่ใช่การคบกันแบบที่คุยหรือแชร์ความรู้สึกทุกอย่างกันมาตั้งแต่แรก จะว่าไปแล้วเธอไม่เคยมองเห็นอนาคตร่วมกันกับเขาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นแม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายหรือถึงขั้นเจ็บปวดทุรนทุราย มันเป็นความรู้สึกเจ็บใจที่ถูกหักหลังเสียมากกว่า และบางทีอีกฝ่ายก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน เพราะที่ผ่านมาเธอเองก็คงไม่ใช่แฟนที่ดีนักสำหรับเขา

ตื้อดือ~

“อ่านเพลินยินดีต้อนรับค่ะ เฮ่ย!” สองตาของยาหยีเบิกโพลง รอยยิ้มอย่างยินดีต้อนรับหายไปในฉับพลันเมื่อคนที่เดินเข้ามาคือผู้ชายหน้าตาดีที่บ้าอำนาจอย่างศรัณย์

ศรัณย์เองก็ถึงกับอึ้งไป กวาดสายตามองไปด้านในแล้วจึงเห็นคนที่กำลังตามหา รีบยกมือเรียกเพราะอีกฝ่ายก็หันมาเห็นเขาพอดี

“พี่รอแป๊บหนึ่งก็แล้วกัน เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้” 

พอจะจับใจความได้ว่าพวกเขาน่าจะเป็นพี่น้องกัน และเท่าที่แอบสังเกต ใบหน้าของพวกเขาก็พอมีส่วนที่คล้ายกันอยู่บ้าง

“หยี หิวไหม กินอะไรมาหรือยัง พี่จะสั่งก๋วยเตี๋ยว กินด้วยมั้ยจะสั่งเผื่อ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ หยีนึกได้ว่ามีธุระ กลับก่อนนะคะพี่แป้ง เอาไว้จะมากวนใหม่” ยาหยีบอกเร็วๆ พลางคว้ากระเป๋าที่วางทิ้งไว้ด้านหลังขึ้นมาเตรียมตัวกลับ

“อ้าว จะรีบกลับไปไหนล่ะ พี่เพิ่งคุยกับไอ้ตาร์เมื่อกี้ว่าจะฝากเราไปทำงานด้วยน่ะ”

“เหอะ”

เสียงแค่นหัวเราะของคนที่ยืนอยู่แล้วบังเอิญได้ยินทำให้ยาหยีหันไปมองทันที แต่ไม่นานเธอก็ต้องละสายตาออกจากใบหน้าของเขาเพราะไม่ได้อยากจะสนใจ อีกอย่างหากศรัณย์กับเพื่อนของปั้นแป้งเป็นพี่น้องกันแล้วล่ะก็ เธอก็เดาได้ทันทีว่าบริษัทที่ปั้นแป้งกำลังจะฝากเธอเข้าทำงานจะต้องเป็นบริษัทเดียวกันกับที่เธอเพิ่งจะด่าเจ้าของบริษัทมาเมื่อครู่แน่ๆ

“ไม่รบกวนพี่แป้งกับเพื่อนดีกว่าค่ะ หยีไปก่อนนะคะ” 

“นี่เหรอน้องคนที่แป้งบอก”

“ใช่ๆ ชื่อยาหยีน่ะ ตัวท็อปของคณะสมัยเรียนเลยนะ ยาหยี นี่ชีตาร์ เพื่อนพี่เอง” ปั้นแป้งรีบแนะนำ

“สวัสดีค่ะ ยาหยีค่ะ แต่...”

“จริงๆ หน่วยก้านดีนะ แล้วนี่ไปเล่นเลอะที่ไหนมา”

คำถามที่มาพร้อมกับสายตาและรอยยิ้มสุภาพทำให้ยาหยีรู้สึกเขินขึ้นมานิดๆ แม้ต้นเหตุของเรื่องมันจะน่าหงุดหงิด แต่น้ำเสียงที่เขาถามออกมาก็ดูไม่ได้ส่อไปในทางจะตำหนิหรือดูถูกเธอแบบที่อีกฝ่ายทำ

“พอดีเมื่อเช้าเจอหมาจะโดนรถชนค่ะ ก็เลยไปช่วยมันไว้ ตัวเองก็เลยซวยชนกับคนถือกาแฟ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”

“แค่กๆๆ” ศรัณย์ที่ยืนอยู่ด้วยถึงกับสำลัก

“ขอบคุณนะคะพี่แป้ง ขอบคุณพี่ชีตาร์ด้วยค่ะ แต่หยีเกรงใจ ไปก่อนแล้วกันนะคะ สวัสดีค่ะ” ยาหยีพูดเร็วปร๋อเพื่อตัดบทพร้อมกับยกมือไหว้ปั้นแป้งกับเพื่อน ทิ้งท้ายด้วยการมองและเมินใส่ศรัณย์ก่อนจะเดินออกไปจากร้านทันที

“อะไรของมัน อกหักจนเพี้ยนหรือไง แล้วไหนคร่ำครวญว่าไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง” ปั้นแป้งรำพึงพันเบาๆ

“น่ารักดีนะ”

“จีบปะล่ะ เดี๋ยวติดต่อให้”

“เฮ้อ ไม่พูดดีกว่า อ้าว พี่พูม่ายังจะเอาอะไรที่ท้ายรถผมอีกมั้ยครับ”

“เปล่าๆ เอาแค่ชุดนี้แหละ” ศรัณย์บอกเสียงเข้มพลางยกเอกสารที่น้องชายเพิ่งจะหยิบจากท้ายรถมาให้ขึ้นนิดหน่อย ยิ้มให้ปั้นแป้งเพราะเขากับเธอเองก็รู้จักกันมานานก่อนจะเดินกลับออกมาเงียบๆ แต่เมื่อขึ้นรถมาได้ เขาก็ต้องถอนหายใจเมื่อเหลือบไปเห็นถุงกระดาษใส่รองเท้าของยาหยี 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเขายังจะเก็บมันมาทำไมทั้งที่เจ้าตัวคงไม่ต้องการมันแล้ว แถมยังกล้าด่าว่าเขาเป็นหมาอีกต่างหาก คิดว่าเขาไม่รู้หรือไงว่าเธอตั้งใจจะด่าเขาน่ะ!

“ยัยเด็กปากดี มันน่าจะเอารองเท้าตีปากเสียจริง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป