บทที่ 14 บทที่ 02 คุณภาพชีวิต [3]
ตึก
ตึก
ตึก
ระหว่างนั้นก็ยังคงได้ยินฝีเท้าคู่นั้นที่เดินตามเธอมาเรื่อยๆ
เธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ก่อนจะตัดสินใจหยุดเดินที่หน้าห้องห้องหนึ่งแล้วทำทีเป็นเปิดกระเป๋าเพื่อหากุญแจ
แต่เมื่อหางตาเหลือบเห็นเงาบางอย่างเธอจึงรีบหันไปมอง
“นาย!”
สองตาของยาหยีเบิกโพลงเมื่อจำหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ดี
มันคือไอ้หัวขโมยที่ขโมยกระเป๋าสตางค์ของศรัณย์เมื่อวันก่อนแล้วโดนตำรวจจับตัวไป
“ดีใจจังที่พี่จำผมได้”
รอยยิ้มของมันทำให้ยาหยีขนหัวลุก
“ช่วยด้วย”
ยาหยีตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือพร้อมกับยกเท้าถีบออกไปสุดแรงจนไอ้สารเลวตรงหน้าเซไปด้านหลัง
รีบใช้โอกาสนั้นวิ่งหนีออกมา
แต่จะวิ่งหนีพ้นได้อย่างไรในเมื่อแค่เดินเธอก็ยังทำได้ช้ากว่าปกติเพราะอาการจุกที่ท้อง
“ช่วย...อุ้บ”
ตะโกนอีกครั้งไม่ทันจบคำริมฝีปากของเธอก็ถูกปิดแน่นด้วยฝ่ามือหนาที่วิ่งไล่ตามมาตะครุบเอาไว้จากด้านหลัง
ก่อนที่มันจะลากเธอย้อนกลับไปที่ห้องเก็บของสุดทางเดิน
ตุ้บ
ยาหยีถูกมันผลักล้มเข้ามาด้านใน
เธอพยายามกระเสือกกระสนหนีไปในความมืด แต่อีกฝ่ายก็ยังเดินตามเข้ามา
ท่าทีของมันไม่ได้เร่งรีบ ตรงกันข้ามคือมันก้าวเดินอย่างช้าๆ ราวกับย่ามใจเหลือเกิน
การต้องมีสติในสถานการณ์ที่เลวร้ายคือสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำได้ยากเสมอ
และยากที่สุดในเวลาที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนแล้วก็เจอแต่กำแพงและความมืด
“อย่าเอาไปนะ!”
ยาหยีร้องห้ามเมื่อกระเป๋าใบเล็กของเธอถูกมันกระชากไป
เธอพยายามจะแย่งคืนมาแต่ก็ถูกผลักจนล้มลงอีกรอบ
เห็นคาตาว่ามันค้นกระเป๋าของเธอก่อนจะหยิบเงินที่พี่ชายเพิ่งจะให้เธอมาเมื่อครู่ไปแล้วโยนกระเป๋าใบนั้นทิ้งอย่างไร้ค่า
โครม!
แต่แล้วก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง
บานประตูถูกพังเข้ามากระแทกกับผนังอีกด้านหนึ่งอย่างแรง
ก่อนที่ร่างของคนชั่วจะถูกถีบกระเด็นออกไป
“มึง!”
พลั่ก!
ยาหยีตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็ว
รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นว่าศรัณย์โผล่เข้ามาช่วย
ทั้งน้ำเสียงและใบหน้าชัดเจนว่าเป็นเขา
แต่ในใจของเธอกลับมีเสียงหนึ่งที่แย้งขึ้นมาว่าจะเป็นผู้ชายใจดำคนนั้นได้อย่างไร
“ยาหยี ได้ยินฉันไหม
เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“คุณศรัณย์”
ชัดเจนแล้วว่าคนตรงหน้าคือศรัณย์จริงๆ
ศรัณย์ย่อตัวลงมาเพื่อช่วยประคองเธอขึ้นจากพื้น
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดหรือลุกขึ้นตามที่ตั้งใจ
เธอก็เหลือบไปเห็นคนร้ายโผล่มาจากด้านหลังของเขาเสียก่อน
พลั่ก!
ไม่ทันได้ร้องเตือน
เขาก็ถูกคนร้ายเตะเข้าที่กลางลำตัว
“เฮ่ย ทำอะไรน่ะ”
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอกทำให้คนร้ายที่กำลังจะเดินตามไปเล่นงานศรัณย์ตกใจ
มันหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กก่อนจะวิ่งกระแทกคนที่เข้ามาขวางทางออกไปอย่างรวดเร็ว
“ตามมันไป
ทางนี้ฉันจัดการเอง”
“คุณศรัณย์ไม่เป็นไรแน่นะครับ”
“ไม่เป็นไร
ลากคอมันมาให้ได้ก็แล้วกัน” น้ำเสียงของศรัณย์ดุดันและเด็ดขาดจนยาหยีแอบกลัว
สักพักผู้ชายคนนั้นก็วิ่งออกไปตามคำสั่งของเขาแม้จะมีท่าทีลังเลอยู่บ้างก็ตาม
“เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ
แล้วคุณล่ะคะ”
“ไม่เป็นไร”
ศรัณย์บอกเสียงเรียบแล้วเดินกลับมาหายาหยีที่พยายามจะประคองตัวเองขึ้นให้ได้อย่างเขา
แต่ทุกครั้งที่ขยับ
ไอ้อาการจุกที่ท้องมันก็กลายเป็นอุปสรรคกับการเคลื่อนไหวของเธออยู่ตลอด
“ไหนบอกไม่เป็นอะไร”
“ฉัน...เฮ่ย นี่คุณ ปล่อย”
ยาหยีร้องโวยวายด้วยความตกใจ
ถึงปากจะร้องบอกให้เขาปล่อย
แต่สองมือของเธอกลับรีบยกขึ้นคว้ารอบคอของเขาเอาไว้ตามสัญชาติญาณเพราะกลัวว่าจะตกลงไป
อยู่ๆ
เขาก็โน้มตัวมาอุ้มเธอขึ้นจากพื้น
ทั้งที่เธอเห็นว่าเขาเองก็เหมือนจะเจ็บที่หน้าท้องเพราะโดนถีบไปเต็มๆ เมื่อครู่
“คุณศรัณย์ ปล่อยค่ะ
ฉันเดินเองได้”
“ช้า”
“แต่คุณเองก็เจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”
ยาหยีพยายามจะถาม ทั้งเกรงใจทั้งไม่อยากอยู่ใกล้เขา
แต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามของเธอ ไม่ตอบคำถามใดๆ
แถมยังอุ้มเธอเดินออกมาจากห้องเก็บของอย่างรวดเร็ว
“พักห้องไหน”
“ห้อง...”
เธอจะบอกหมายเลขห้องกับเขาดีไหมนะ
“เร็ว หนัก”
ได้ยินคำนั้นแล้วหน้าชา
แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจบอกเลขห้องกับเขาไปแต่โดยดี
“409 ค่ะ”
“ชั้น 4 เหรอ”
“ค่ะ คุณวางฉันลงก็ได้ค่ะ
ฉันเดินไหวจริงๆ” ยาหยีพยายามบอก
เหตุผลหลักๆ
ที่เธอไม่อยากบอกหมายเลขห้องพักกับเขาก็เพราะเธอไม่อยากพาเขาไปที่ห้อง
แม้จะรู้ดีว่าเหตุผลที่เขากำลังจะทำอย่างนั้นไม่ได้มีเรื่องชู้สาวอยู่เลยแต่เป็นเพราะสถานการณ์อันตรายที่เพิ่งเกิดขึ้นต่างหาก
“คุณศรัณย์คะ”
“ลดน้ำหนักบ้างนะ”
ปากแบบนี้
ปล่อยให้อุ้มต่อไปก็แล้วกัน
