บทที่ 5 บทนำ แรกพบ ประสบ (อุบัติ) เหตุ [5]
“คุณคะ ระวัง”
ตุ้บ!
ไม่ทันเสียแล้วเมื่อสัญชาตญาณสั่งให้ยาหยีก้าวกลับมาพร้อมกับที่ร้องตะโกนให้เขาระวัง เพราะหางตาเหลือบไปเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองโทรศัพท์แต่ไม่มองทางกำลังเดินไปทางเขา สุดท้ายจึงกลับกลายเป็นว่าเธอถูกหญิงสาวคนนั้นเดินมาชนเข้าเสียเอง กาแฟที่หญิงสาวถืออยู่ในมือจึงหกใส่เสื้อสูทนำโชคของเธอเข้าเต็มๆ
“ขอโทษค่ะๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจริงๆ ค่ะ”
“มะ ไม่เป็นไรค่ะ” ยาหยีถึงกับพูดไม่ออก ยิ้มแห้งแล้วจำใจรับทิชชูมาจากผู้หญิงคนนั้นที่ขอโทษขอโพยเธอด้วยความตกใจ ทั้งยังกระวีกระวาดคว้ากระดาษทิชชูบนโต๊ะมาซับคราบกาแฟออกจากเสื้อสูทให้เธออย่างรู้สึกผิด
ตื้ดดด
ระหว่างที่กำลังจัดการกับปัญหาตรงหน้า โทรศัพท์มือถือของยาหยีก็สั่นขึ้นมาพอดีเธอจึงล้วงมืออีกข้างหยิบมันออกมาสไลด์หน้าจอเพื่อรับสาย
“ฮัลโหล”
นึกอยากจะโวยวายเพื่อระบายกับเพื่อน แต่เพราะสายตาของคนหล่อทำให้ยาหยีต้องเก็บอาการ ยิ้มทั้งที่สังหรณ์ใจว่าวันนี้ไม่น่าจะใช่วันดีของเธอแล้วแน่ๆ
[แกถึงไหนแล้ว คนอื่นเข้ามาถึงกันหมดแล้วนะยัยหยีเพื่อนรัก]
ได้ยินคำว่าเพื่อนรักทีไร ขนหัวลุกทุกทีสิน่า
“ฉันกำลังจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” ยาหยีบอกตะกุกตะกักเพราะความมั่นใจที่พกมาเกินร้อยเมื่อเช้าเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ก้มมองคราบกาแฟที่เปื้อนอยู่บนเสื้อสูทแล้วอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก
[กำลังจะรีบของแกนี่หมายความว่ายังไง มาให้เร็วเลย แกควรจะมาถึงเพื่อเตรียมตัวตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วนะ]
“มันสุดวิสัยน่า”
[สุดวิสัยบ้าบออะไรของแก ฉันให้เวลาแกอีกยี่สิบนาที ถ้าแกยังไม่โผล่หัวมาฉันจะด่าให้แกจำทางกลับจากอะพาร์ตเมนต์ไม่ได้เลย เร็ว!] สั่งเสร็จก็วางสายไปดื้อๆ ทำเอายาหยีถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ฉันขอโทษจริงๆ นะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะคะ” ยาหยีบอกยิ้มๆ พยายามเรียกสติคืนมาแล้วเร่งฝีเท้าเพื่อเดินออกมาจากตรงนั้นทันที
ชายหนุ่มได้แต่ยืนมองตามแผ่นหลังของเธอที่ไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลับสายตา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กับหญิงสาวอีกคนที่ยืนทำหน้าตารู้สึกผิดแล้วแยกกันไปเงียบๆ
รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กลับเข้ามานั่งในรถ สตาร์ตเครื่องยนต์พร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำเพื่อนั่งมองกระเป๋าสตางค์ในมือ ทว่าหางตาเหลือบไปเห็นถุงกระดาษที่วางอยู่บนเบาะด้านข้างคนขับ
ตอนเดินกลับไปรอตำรวจที่หน้าร้านกาแฟ เขาเห็นว่าถุงกระดาษใบนี้ตกอยู่ที่พื้น บริเวณที่เขาเปิดประตูมาชนเธอเข้าพอดี เมื่อเปิดดูข้างในแล้วพบว่าเป็นรองเท้าส้นสูงของผู้หญิง เขาจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นของเธอ ตั้งใจว่าจะเอามาคืนให้แต่ตอนนี้คงจะไม่ทันเสียแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่ออะไร จำได้แต่คำว่า ‘หยี’
“อะไรหยี ลูกหยีเหรอ หรือว่าตาหยี เหอะ”
แค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะเอื้อมไปหยิบถุงกระดาษใบนั้นแล้วเดินลงจากรถอีกรอบ ตั้งใจจะเอาไปฝากไว้กับเฮียหมูเจ้าของร้านต้มเลือดหมูที่น่าจะรู้จักกับเจ้าของรองเท้าเป็นอย่างดี
“เฮียครับ”
“อ้าว มีอะไรเหรอครับคุณ”
“คือว่าผมอยากจะฝากของเอาไว้ให้เธอคนเมื่อกี้นะครับ” บอกยิ้มๆ พร้อมกับยกถุงกระดาษใบนั้นขึ้นมา
“หนูยาหยีน่ะเหรอ”
ชื่อ ‘ยาหยี’ สินะ
“ครับ ฝากไว้ให้ยาหยีครับ”
“แต่พรุ่งนี้เฮียจะปิดร้านน่ะสิ จะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดน่ะ ปิดตั้งสองอาทิตย์แน่ะ หนูยาหยีจะรีบใช้รึเปล่า ถ้าไม่รีบก็ฝากไว้ได้นะพ่อหนุ่ม”
ได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้สึกลังเล แต่หากให้เดาเธอคงรีบใช้นั่นแหละ ได้ยินว่ากำลังจะไปสัมภาษณ์งาน แต่รองเท้าที่สวมเมื่อครู่เป็นรองเท้าแตะ นี่คงตั้งใจจะนำรองเท้าส้นสูงคู่นี้ไปเปลี่ยน แต่จะให้เขาทำอย่างไรในเมื่อไม่รู้ว่าเธอไปถึงไหนแล้ว ไปสัมภาษณ์งานที่ไหนก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน
“หรือไม่ก็ลองเอาไปฝากไว้ที่อะพาร์ตเมนต์สีเหลืองๆ นั่นก็ได้นะพ่อหนุ่ม บอกว่าของยาหยี เจ้าของที่นั่นรู้จักหนูยาหยีดี” เฮียหมูแนะนำอย่างใจดี แต่ระหว่างที่กำลังยืนมองท่าทีลังเลของชายหนุ่มเพื่อรอคำตอบก็มีลูกค้าเดินมาซื้อต้มเลือดหมูพอดีเฮียหมูจึงหันกลับไปขายของก่อน
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนนะครับเฮีย เดี๋ยวผมเอาไปฝากไว้ที่อะพาร์ตเมนต์ครับ เผื่อยาหยีรีบใช้”
“อ้อได้ๆ”
“ขอบคุณนะครับ”
“ไม่เป็นไรๆ ไอ้หนุ่มเอ๊ย เลือดหมด มีแต่เครื่องในได้ไหม”
“โห เฮีย ขายดีหรือทำน้อย มาไม่เคยทัน”
“เอ๊ะไอ้นี่ เอาเลือดหัวเอ็งมาทำก่อนไหมล่ะ”
“ล้อเล่นน่าเฮีย เอาอะไรมาก็ได้ครับ ลดราคาด้วยแล้วกัน”
เสียงพูดคุยของเฮียหมูกับลูกค้าค่อยๆ เบาลงเมื่อเขาเดินกลับมาที่รถพร้อมกับถุงรองเท้าในมือ วางมันไว้ที่เบาะข้างคนขับอีกครั้งแล้วขับรถออกมาทันที
“ยาหยี”
รำพึงรำพันชื่อนั้นขึ้นมาระหว่างทาง สลับกับเหลือบมองไปที่ถุงกระดาษนั่นเป็นระยะๆ
“ชื่อก็น่ารักเหมือนจะเรียบร้อยดี แต่ทำไมถึงได้...เฮ้อ”
นึกถึงท่าทีเล่นหูเล่นตาของเธอแล้วเขาก็ได้แต่ส่ายหัว นอกจากจะกระโดกกระเดกเหลือเกินแล้วก็ยังดูเจ้าเล่ห์อีกต่างหาก เด็กสมัยนี้เป็นแบบนี้กันหมดหรือไง
