บทที่ 8 บทที่ 01 ผมเป็นเจ้าของบริษัท [3]

“มะ ไม่รู้จักค่ะ ขอโทษค่ะ

ฉันจำคนผิด” 

ในเมื่อเขาตั้งใจจะทำเหมือนไม่รู้จักเธอ

มองเธอราวกับไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน

แล้วเธอจะทำอะไรได้นอกจากก่นด่าและสาปแช่งเขาในใจ

แกร๊ก!

ประตูบานนั้นถูกปิดลงอย่างไร้เยื่อใย

ยาหยีรู้สึกเจ็บจี๊ดในอก ตอนนี้นอกจากความรู้สึกเสียหน้าแล้ว

นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเสียดายเวลา

เสียดายน้ำใจที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับคนอื่น

“เอาล่ะ

ผมว่าเราเริ่มคำถามแรกกันเลยดีกว่านะครับ” พุฒิพงศ์ย้ำเตือน

ยาหยีหันกลับมาส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อยแล้วดึงสมาธิกลับมาที่เหตุการณ์ตรงหน้า

ตั้งใจรับฟังและคำตอบถามทุกคำถามอย่างดีที่สุดตามตามที่เตรียมตัวมา

แม้ว่าเซนส์ของเธอจะบอกว่าเธอคงไม่มีโอกาสจะได้งานนี้แน่ๆ

แต่อย่างน้อยเธอก็ได้พยายามและตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ

ใช้เวลาไม่นานในการตอบคำถามที่มีเพียงแค่ห้าคำถาม

เรียบร้อยยาหยีก็เดินออกมาจากห้องสอบสัมภาษณ์ ทว่าเมื่อเห็นหน้าพาขวัญ

เธอก็รู้สึกหมดแรงลงดื้อๆ ราวกับว่าเพิ่งถูกสูบพลังไปจนหมด

“เป็นยังไงบ้างแก”

พาขวัญที่ยืนรออยู่หน้าห้องรีบเดินเข้ามาถามพลางตบบ่าให้กำลังใจ

“แย่”

“ทำไมล่ะ คำถามยากเหรอ

มันไม่ตรงกับที่ฉันไกด์ไลน์ไปให้แกบ้างเลยหรือไง”

“ก็ตรงนั่นแหละ

แต่ก็อย่างที่แกเห็น สภาพฉันไม่พร้อม แถมป้าคนนั้นยังดูไม่ค่อยชอบหน้าฉันเท่าไร”

ยาหยีบอกอย่างรู้ตัว

“ป้าอมรแกก็เป็นแบบนั้นแหละน่า

แต่จริงๆ แล้วแกใจดีนะ พี่พุฒิอีกคน ตอนสัมภาษณ์เขาได้พูดอะไรกับแกบ้างไหม”

พาขวัญยังถามไม่เลิกเพราะเธอเองก็ตั้งความหวังกับยาหยีเอาไว้มากทีเดียว 

“ฉันว่าเขาก็พยายามช่วยฉันเต็มที่นั่นแหละ

แต่ถ้ามันไม่ได้จริงๆ ก็คงผิดที่ฉันเอง”

ยาหยีตอบเสียงเศร้าเพราะรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง

เธออยากจะพูดต่อเหลือเกินว่าหากรู้ว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้

เมื่อเช้าเธอจะไม่เสียเวลาช่วยศรัณย์เลยสักเสี้ยววินาที

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจเพราะสายตาที่เขามองเธออย่างดูแคลนมันกลายเป็นภาพจำติดตา

น้ำเสียงและคำถามของเขาติดอยู่ในหัวของเธอตลอดการสัมภาษณ์ จนถึงตอนนี้ก็ยังลืมไม่ลง

“เออๆ

ฉันจะลองสืบให้ก็แล้วกัน วันสองวันก็น่าจะรู้ผลแล้ว เดี๋ยวรีบโทรบอก”

“ขอบใจมากนะแก”

“ไม่ต้องคิดมากน่า

นี่ได้เวลาพักพอดี ไปหาอะไรกินกัน ฉันเลี้ยงปลอบใจแกเอง

เดี๋ยวบ่ายค่อยกลับมาทำงานต่อ”

“ได้เหรอวะ”

“ได้สิ”

พาขวัญบอกด้วยน้ำเสียงมั่นใจเพราะต้องการจะปลอบใจเพื่อน

ยกมือขึ้นโอบไหล่เพื่อนรักที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วพากันเดินออกมาจากบริษัท

“นี่ยัยขวัญ

ถ้าฉันไม่ได้งานที่นี่...”

“ก็หาใหม่สิ

บริษัทมีตั้งเยอะแยะมากมาย คนเก่งแถมยังขยันอย่างแกจะไม่ได้สักที่ก็ให้มันรู้ไป”

พาขวัญเอาอกเอาใจ เธอรู้ดีว่ายาหยีเป็นคนมีความสามารถแถมยังขยันมาก

จะว่าไปแล้วยาหยีทำงานเก่งกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ

หากบริษัทไหนรับเข้าทำงานรับรองว่าได้งานที่คุ้มเกินค่าจ้างแน่ๆ

ติดตรงที่ยาหยีเป็นคนไม่มีดวงในด้านดีสักเท่าไร

แต่หากเป็นเรื่องดวงในด้านที่เรียกว่าความซวย

ยาหยีเพื่อนเธอคนนี้ครองตำแหน่งชนะเลิศมาโดยตลอด ยกตัวอย่างเช่น

การสุ่มปลดพนักงานออกจากบริษัทเดิมตามนโยบายเลิกจ้างเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัท

นั่นคือเหตุผลทำให้ยาหยีต้องร่อนใบสมัครหางานใหม่อย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

และมีแววว่าจะต้องทำต่อไป

“แต่แค่ขยันมันไม่พอนะแก

ต้องเส้นใหญ่ด้วย แถมยังต้องดวงดีอีก เฮ้อ ทำไมกับอีแค่หางานทำมันถึงยากจังวะ”

“เอาน่า

นี่ก็ยังไม่รู้สักหน่อยว่าผลเป็นยังไง แกอย่าเพิ่งคิดไปก่อนเลย

บอกแล้วไงว่าจะช่วยดูๆ ให้”

“แกไม่ต้องมาปลอบใจฉันหรอกยัยขวัญ

แกเองก็รู้ผลตั้งแต่เห็นสภาพฉันแล้วไม่ใช่หรือไง”

“แหม มันก็ไม่แน่หรอก”

“เหอะ

ถ้ารู้ว่าทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์แล้วได้บาปนะ ฉันจะ...”

“คุณยาหยีใช่มั้ยครับ”

ระหว่างที่ยาหยีกำลังตั้งอกตั้งใจที่จะระบายความคับแค้นใจออกมา

อยู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งตามลงมาจากชั้นบนก้าวเข้ามาขวางทางเธอกับพาขวัญเอาไว้

“อ้าว พี่เจตต์

มีอะไรกับเพื่อนขวัญเหรอคะ” พาขวัญถามยิ้มๆ เธอกับเจตต์พัฒน์รู้จักกันดี

แม้จะทำงานคนละแผนกแต่แผนกก็อยู่ใกล้ๆ กัน

“เพื่อนน้องขวัญหรอกเหรอครับ”

“ค่ะ ยัยยาหยี

เพื่อนขวัญเองค่ะ ฮั่นแน่ จะจีบเหรอคะ” พาขวัญแกล้งแซว

“เปล่าครับ

แต่คุณศรัณย์ฝากนี่มาให้เพื่อนน้องขวัญต่างหาก นี่ครับน้องยาหยี”

เจตต์พัฒน์ยิ้มกว้างกว่าเดิมพลางยื่นถุงกระดาษในมือส่งให้กับยาหยีตามคำสั่งที่รับมา

“หา!”

พาขวัญที่ได้ยินถึงกับเบิกตาโพลง ตรงกันข้ามกับยาหยีที่แม้จะตกใจในตอนแรก

แต่เมื่อเห็นถุงกระดาษที่อีกฝ่ายยื่นมาให้

เธอก็จำได้ในทันทีว่าเป็นถุงรองเท้าส้นสูงของเธอนั่นเอง

ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไปอยู่ที่ศรัณย์ได้อย่างไร

“ขอบคุณนะคะ”

รับคืนมาเสร็จสรรพก็ขอบคุณคนที่นำมันมาส่งแล้วยิ้มให้เขาไปหนึ่งที 

เจตต์พัฒน์ยิ้มตอบแล้วจึงเดินกลับไป

ดึงสายตาของยาหยีให้มองตามเขาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทว่ามันกลับทำให้เธอได้พบกับสายตาของศรัณย์ที่มองลงมาจากชั้นสอง

“แกไปรู้จักกับคุณศรัณย์เขาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

พาขวัญรับบทป้าข้างบ้าน รีบสัมภาษณ์เพื่อนรักในทันที 

“ศรัณย์ไหน ไม่รู้จัก”

ยาหยีเลี่ยงจะตอบ

แอบเหลือบมองกลับขึ้นไปที่ชั้นสองอีกครั้งก็พบว่าคนที่ถูกพูดถึงยังยืนมองเธอเหมือนกำลังจ้องจับผิด

ไม่รู้ว่ากำลังคิดหาวิธีจับเธอโยนออกจากบริษัทหรือเปล่าเหมือนกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป