บทที่ 3 บอดี้การ์ดที่มาเป็นฝูง

จากตอนเเรกเเค่เเกล้งตายเพื่อเอาชีวิตรอด กลายเป็นว่าตอนนี้เอริกหลับลงไปจริงๆ ด้วยความที่ร่างกายของเขายังไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศภายนอกมากนัก มันทำให้เขาอ่อนเเอเเละง่วงงุนอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งการนอนหลับในครั้งนี้ของเอริกก็มีคนเฝ้ายามที่ดีเสียด้วย เมื่อเซิร์กตัวโตที่เเสนจะดุร้ายกำลังยืนเฝ้ามนุษย์น้อยไม่ไหวติง

ทว่าทำไปทำมากลับมีเซิร์กบริเวณรอบๆ อีกหลายตัวกรูกันเข้ามา เเล้วเลียนเเบบพฤติกรรมของเซิร์กตัวเเรกไม่มีผิดเพี้ยน

นั่นคือการยืนจ้องร่างขาวๆ ที่ขดตัวราวกับเด็กทารกเอาไว้ตรงกลาง

โดยปกติเเล้วเซิร์กคือนักล่าที่มีวิวัฒนาการค่อนข้างน่ากลัว พวกมันชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ล่าสังหารผู้ที่อ่อนเเอกว่าราวกับผักปลา

อีกทั้งเซิร์กชั้นต่ำที่ไม่สามารถวิวัฒนาการร่างกายให้คล้ายกับมนุษย์ได้นั้น มันมักจะใช้ความรุนเเรงเหนือเหตุผล เเละเข้าโจมตีฝั่งตรงข้ามจนเเหลกลานกันไปข้างหนึ่ง

ทว่าการที่เซิร์กเหล่านี้ทำเพียงยืนนิ่งๆ เเล้วส่งเสียงครางครืดคราดออกมา เเต่ไม่ยอมทำร้ายมนุษย์ร่างกายเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับพวกมัน ช่างเป็นภาพที่เเปลกตาเเละชวนขนหัวลุกเสียจริง

นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าตั้งเเต่พวกมันลงมายึดครองพื้นที่เเห่งนี้ มันก็เห็นชายหนุ่มหลับใหลอยู่ในโหลเเก้วนานนับร้อยปี ดวงตาที่หลับพริ้มเเละท่าทางขดตัวเเสนจะน่ารัก มันคล้ายกับตัวอ่อนของเเมลงไม่มีผิดเพี้ยน

ดังนั้นพวกมันจึงเลือกที่จะเก็บเอริกเอาไว้โดยไม่คิดทำลาย หลังจากนั้นก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เปลือกตาคู่นั้นจะเปิดขึ้นมาให้พวกมันได้เชยชมเสียที

เพราะสำหรับพวกมันเเล้ว เอริกก็ไม่ต่างจากสิ่งสวยงามเพียงอย่างเดียวท่ามกลางดินเเดนรกร้างเเห่งนี้

ซึ่งปกติพวกมันไม่ได้อ่อนโยนหรือใจดีอย่างเผ่าพันธุ์อื่น ออกจะเเข็งกระด้างเเละเลือดเย็นเสียด้วยซ้ำ

เเม้กระทั่งความรู้สึกหวาดกลัวก็ไม่มีให้เห็น เเต่สิ่งที่พวกมันกำลังทำอยู่นี้ มันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกมันต้องคอยปกป้องเจ้าตัวจ้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย

มันรู้เเค่ว่าต้องเลี้ยงลูกมนุษย์ตัวนี้เอาไว้ให้ดี บางทีในอนาคตพวกมันอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากร่างกายเเสนเปราะบางนั่นก็เป็นไปได้

"ครือออ~"

เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มอากาศก็พลันเย็นเฉียบ เหล่าเซิร์กจึงส่งสัญญาณไปหากันเป็นทอดๆ เพื่อถามความเห็นพวกของตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป

เพราะจะปล่อยให้ลูกมนุษย์เเสนอ่อนเเอนอนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ เพราะเมื่อพระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ อากาศข้างนอกก็จะหนาวเหน็บ เกรงว่ามนุษย์ที่มีผิวเนื้อบอบบางราวกับกลีบดอกไม้จะทนไม่ไหว

พวกมันไม่ได้เห็นมนุษย์ตัวเป็นๆ มานานหลายร้อยปี ส่วนตัวนี้กว่าจะฟักออกจากไข่ก็นานเหลือเเสน จนมันคิดว่าจะไม่ได้ทันเห็นเจ้าตัวจ้อยฟักออกมาเดินเตาะเเตะเสียเเล้ว

เเละใช่! สิ่งที่พวกมันคิดก็ถูกอยู่บ้าง เพราะเอริกอาจจะเป็นมนุษย์คนสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

เเละสิ่งที่ทำให้อารยธรรมมนุษย์ล่มสลายก็คงไม่พ้นพวกมันนั่นเเหละ เเต่สิ่งหนึ่งที่พวกมันคิดผิดไป นั่นก็คือเอริกไม่ได้ฟักออกมาจากไข่ เเต่เขาถูกเเช่เอาไว้ในโหลเเก้วนับพันปีต่างหาก

ทว่าปล่อยให้พวกมันคิดว่าโหลเเก้วเป็นเปลือกไข่ก็ดีเเล้ว ให้มันคิดว่าเอริกเป็นเพียงทารกมนุษย์ที่นานๆ ทีจะเกิดขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง เขาจะได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เเสนจะล้ำค่าเเละคู่ควรเเก่การปกป้อง

เมื่อคิดได้อย่างนั้นพวกมันก็พากันพยักหน้าหงึกหงักราวกับคุยกันเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่พวกมันจะพยายามเเบกร่างของมนุษย์ลอยขึ้นเหนือศีรษะ เเล้วเคลื่อนที่กลับรังของพวกมันด้วยความรู้สึกฮึกเหิมมากกว่าปกติ

ซึ่งเเท้ที่จริงเเล้วพวกมันก็คือเซิร์กภาคพื้นดิน ดังนั้นรังของพวกมันก็ย่อมเกิดจากการขุดรูอยู่อาศัย หากเเต่คราวนี้พวกมันจะเปิดบ้านต้อนรับมนุษย์น้อยให้มาเที่ยวชม ให้ตื่นตะลึงกับความเเข็งเเกร่งไร้เทียมทานของพวกมัน

ทว่าตามจริงเเล้ว หากพวกมันเจอสภาพอาการของดาวโลกที่เลวร้ายกว่านี้ เซิร์กบางตัวก็อาจจะวิวัฒนาการให้ตัวเองเเข็งเเกร่งขึ้นได้เช่นกัน

เเต่พวกมันกลับไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ คิดเพียงว่าขอเเค่มีกองทัพที่มีพละกำลังมหาศาล ก็ไม่มีผู้ใดในจักรวาลกล้าต่อกรกับพวกมันเเล้ว

เเละเพราะพวกมันคิดเเบบนั้นเเหละ ยามทรัพยากรโลกถูกสูบออกไปจนหมด พวกมันที่เป็นเพียงเซิร์กชั้นต่ำถึงได้ถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่ เพื่อลดภาระในการเเบ่งสรรทรัพยากรอันน้อยนิดกับพวกชนชั้นสูง

เอริกตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนดึกดื่น ทว่าสภาพเเวดล้อมรอบด้านมันมืดครึ้ม ทำให้มนุษย์เช่นเขาไม่อาจปรับสภาพสายตากับที่มืดๆเเคบๆเช่นนี้ได้

เเต่เท่าที่สัมผัสทำให้เอริกรู้ว่าเขากำลังอยู่ในโพรงดินที่เต็มไปด้วยความอับชื้น

"ทางออก...ทางออกอยู่ไหน"

เอริกคลำสะเปะสะปะไปตามผนังเย็นๆ ด้วยมือไม้สั่นเทา ในใจก็เอาเเต่หวาดกลัวว่าเซิร์กน่ากลัวตัวนั้นจะเเอบซุ่มโจมตีอยู่เเถวนี้ เขาไม่รู้เหตุผลที่มันจับเขามาเลยสักนิด เเต่ก็ไม่เเคล้วนำมาเป็นอาหารให้กับฝูงของมันเเน่ๆ

คิดได้เเค่นั้นร่างกายของเขาก็เย็นเฉียบ เเละด้วยความรักตัวกลัวตายจนขนหัวลุก

ทำให้เอริกเร่งคลานไปด้านหน้าโดยไม่สนใจว่าหัวเข่าจะเจ็บเเปล๊บหรือร่างกายจะสกปรก ขอเเค่ให้เขาหาทางรอดไปจากทีนี่ได้ก็พอ

กระทั่งเเสงสว่างจากดวงจันทร์ที่ลอยเหนือฟากฟ้าสาดส่องลงมา มันทำให้ริมฝีปากสีอ่อนฉีกยิ้มด้วยความดีใจ พลันดวงตาสดใสก็สั่นระริก รีบตะเกียกตะกายขึ้นมาจากปากหลุมอย่างรวดเร็ว

"เเฮ่กๆ"

เเต่ด้วยความที่ขาเเข้งของเขายังคงอ่อนเเรง กล้ามเนื้อทุกมัดยังคงลีบฝ่อ เนื่องจากเขาไม่ได้ออกกำลังมาเป็นเวลานาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป