บทที่ 2 ห้องหอไร้เงา

บทที่ 1

ห้องหอไร้เงา

หกปีต่อมา

งานวิวาห์แสนหวานของคู่รักที่คบหาดูใจกันมาสามปีเต็มถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมเกียรติและฐานะของคนทั้งคู่ แขกมากหน้าหลายตาต่างแวะเวียนเข้ามาแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว ที่วันนี้กำลังยิ้มพร้อมรับความสุขและต้อนรับคำว่าครอบครัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

“ยินดีด้วยนะเหม เป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีมีหลานให้ลุงอุ้มไว้ ๆ ด้วยล่ะ”

“ได้เลยครับลุงลพ เดี๋ยวผมจะเอาหลานมาให้ลุงลพอุ้มแบบหัวปีท้ายปีเลย” ใบหน้าหล่อของชายวัยสามสิบหกยิ้มร่ามีความสุขเมื่อนึกถึงวัน ที่มีลูกน้อยออกมาวิ่งเล่น ยามนึกถึงวันนั้นก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

“เว่อร์ไปแล้วค่ะคุณเหม แบบนั้นวาดหัวฟูแย่เลย” วาดดาวเจ้าสาวแสนสวยใบหน้าหวานอายุน้อยกว่าเหมราชห้าปี ตีไหล่ว่าที่สามีไปหนึ่งทีเบา ๆ แถมยังขวยเขินกับสิ่งที่เหมราชเพิ่งประกาศออกไปให้ผู้อาวุโสฟังเมื่อครู่

เรื่องราวและความสัมพันธ์ระหว่างเหมราชและวาดดาวมันเริ่มต้นเมื่อสามปีก่อน พวกเขารู้จักกันจากการบินไปดูงานการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อพืชในห้องแลปที่ต่างประเทศและเนื่องจากเป็นคนไทยเพียงสองคนในกลุ่ม    ถึงสนิทสนมกันได้อย่างง่ายดาย แถมยังสนใจเรื่องเดียวกันอีกจึงคุยกันถูกคอจนถึงขั้นแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อ

ยิ่งนานวันเข้าความสัมพันธ์ของสองคนก็เดินไปในทางที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม จากที่คุยแค่เพียงเรื่องพืชพันธุ์ ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของกันและกันอย่างมิทันได้รู้ตัว จนเริ่มมีความรู้สึกว่าต่างฝ่ายต่างไม่อาจปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งขาดหายไปจากชีวิตได้แล้ว

จึงสารภาพความในใจออกไป แน่นอนว่าทั้งเหมราชและวาดดาวล้วนมีความรู้สึกที่ตรงกันทุกประการ ตั้งแต่วันนั้นมาเขาและเธอจึงได้ตกลงปลงใจคบหาและกินเวลายาวนานมาจนถึงช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาแสนสำคัญสำหรับคำว่าครอบครัว...

“ถึงหัวฟูยังไงผมก็รักครับ” ส่งแขกผู้ใหญ่เข้างานเรียบร้อยแล้ว เหมราชจึงหันมายิ้มหวานให้เจ้าสาวของตัวเองที่ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหนไหนสาวเจ้าก็สวยพิเศษสำหรับเขาเสมอ

“ปากหวานตลอดเลยนะคะ”

เจ้าสาวหอมฟอดไปที่แก้มสากของว่าที่สามีไปหนึ่งฟอดใหญ่ ๆ ท่ามกลางสายตาของแขกในงานที่มองมาด้วยรอยยิ้มความยินดีปรีดารวมถึงหญิงสาวอีกคนที่วันนี้มารับหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟน้ำภายในงาน เธอมองมายังทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี

“ยิ้มจนถึงรูหูแล้วยายแสบ”

“พี่ธีร์...ก็หอมยินดีกับเขาทั้งสองคนนี่คะ” จันทร์หอมหญิงสาว  วัยยี่สิบเอ็ดปีมองไปที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวด้วยรอยยิ้ม เธอเห็นเขามีความสุขเธอเองก็พลอยมีความสุขไปด้วยเหมือนกัน ได้เห็นเขาในวันที่สำคัญที่สุด  ในชีวิต เพียงเท่านี้สิทธิ์คนแอบรักแบบเธอมันก็เพียงพอแล้ว

“ยินดีกับเขาทั้งที่ใจตัวเองเจ็บ แปลกคนนะเรา” หากเป็นเขาคง ไม่เข้มแข็งมากพอที่จะมางานแต่งงานของคนที่ตนเองแอบรักหรอก เจ็บจี๊ดไปทั้งหัวใจจนเกินจะทนไหว จันทร์หอมแข็งแกร่งกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลย

“ถึงเจ็บแต่ก็เป็นความเจ็บที่มีความสุขนะคะ หอมยินดีที่ในที่สุดพ่อเลี้ยงก็เจอรักแท้สักที”

“คนดีจังเลย” กลธีร์ยื่นมือออกไปขยี้หัวน้องสาวอย่างคิดหมั่นไส้

“หอมไม่ได้ดีอะไรหรอกค่ะ แค่คิดว่าพ่อเลี้ยงได้เจอคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว อีกอย่างหอมเองก็ไม่อาจเอื้อมด้วย” เธอกับเหมราชช่างต่างกันมากโข เธอแอบรักเขาก็จริงแต่สถานะและความเป็นไปได้มันช่างริบหรี่   เกินทน แม้จะเจ็บมากแค่ไหนก็คงต้องข่มเอาไว้และแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห่งความยินดีแทน

หัวใจน่ะ...

ถ้าจะบอกว่าไม่เจ็บก็คงไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะเธอรู้สึกได้ว่ามันเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่จะให้ร้องไห้ฟูมฟายมันก็ไม่ใช่เรื่อง ซึ่งในวันที่น่ายินดีที่สุดสำหรับคนที่เธอรัก เธอควรจะมองดูเขาด้วยความสุขสิ...ความสุขที่มันล้นออกมาจากอกโดยแท้จริง

เป็นรักที่ได้เฝ้ามองดูจากที่ไกล ๆ เท่านี้เธอก็สุขใจแล้ว...

“พี่พูดให้เราเจ็บหรือเปล่าเนี่ย ขอโทษนะ” เขาไม่ตั้งใจจริง ๆ  ตอนพูดแบบนั้นออกไปก็ไม่ทันได้นึกถึงจิตใจคนตรงหน้า

“ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่ธีร์ คิดมากน่าหอมโอเค” ใจเธอมันยังพอเข้มแข็งอยู่ได้บ้าง “หอมว่าเรารีบเอาน้ำไปเสิร์ฟแขกในงานดีกว่าค่ะ เริ่มทยอยมากันเยอะแล้ว”

“โอเค ไปกันเถอะ”

จันทร์หอมเดินถือถาดน้ำนำกลธีร์พี่ชายสุดที่รักไป ที่ผ่านมากลธีร์แสนดีมาโดยตลอดเขาเลี้ยงดูเธอมาเพียงลำพังตั้งแต่เธออายุได้เพียงสิบสองปีเท่านั้น แม้อายุจะห่างกันมากถึงสิบปี ทว่าความผูกพันระหว่างเธอและพี่ชายกลับแน่นแฟ้น พี่ชายคนนี้แทบจะเป็นโลกทั้งใบของเธอ

บรรยากาศในงานแต่งงานแสนยิ่งใหญ่ดำเนินไปด้วยความสุขของคนทั้งงาน ใครผ่านไปผ่านมาต่างก็ยิ้มแย้มยินดีกับคู่บ่าวสาว พิธีการดำเนินตามแผนที่วางเอาไว้รวมถึงการกล่าวและเล่าประสบการณ์ความรักของ   ทั้งสองคนว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนที่พิธีทุกอย่างจะดำเนินผ่านไปอย่างเรียบร้อยก็ถึงเวลาส่งตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้าห้องหอ

ภายในบ้านเรือนหอของคู่บ่าวสาวหลังจากกลับมาจากงานเลี้ยง ช่วงค่ำที่โรงแรมหรูชื่อดังภายในตัวจังหวัดเชียงรายก็ถึงเวลาเสียที คำอวยพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายถือว่าคงจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของทั้งสองคน ในการเริ่มต้นชีวิตและก้าวเดินไปด้วย คำว่าครอบครัว สิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้นนับแต่จากนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การเดินเพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว ทว่าทั้งสองคนจะต้องเริ่มเดินทางไปด้วยกัน หลายสิ่งต้องอาศัยความเข้าใจถึงจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุขได้

“มีความสุขมาก ๆ นะลูกสาวพ่อ” นายวรัชญ์ บิดาของวาดดาว   ที่เป็นถึงตำรวจยศสูงอวยพรลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเอง คนเป็นพ่อ   อดน้ำตาไหลไม่ได้เมื่อได้เห็นวันนี้ของลูก

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”

“อย่าลืมมีหลานมาให้พ่อกับแม่เยอะ ๆ นะเหม” ท่านหันไปพูดกับลูกเขย

“ไม่ต้องห่วงครับคุณพ่อ ผมจะขยันทุกวันเลยครับ” เจ้าบ่าวว่าพลางหัวเราะ

“เหมก็ พูดอะไรไม่รู้อายคนอื่นเขา”

“ไม่เห็นจะน่าอายเลยครับ จริงไหมครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มหาคนสมทบ

“ใช่ลูก” สิ้นประโยคก็ระเบิดเสียงหัวเราะสุขใจออกมาอย่างห้าม ไม่อยู่ พื้นที่ตรงนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างหาที่สุดไม่ได้

“พอ ๆ เลยค่ะ ทั้งสองคน” วาดดาวปรามเพราะหากปล่อยให้   ยืดยาวเดี๋ยวเธอจะได้หน้าแดงราวกับลูกตำลึงสุกมากกว่านี้

เสร็จสิ้นคำอวยพรต่างพากันแยกย้ายปล่อยให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ใช้เวลาร่วมกัน และหลังจากที่ทุกคนออกไปหมดสิ่งที่เหมราชกระทำต่อเจ้าสาวของตัวเองเป็นอย่างแรกเลยคือการฉกชิมแก้มนุ่ม ๆ แม้ว่าจะเคยสูดกลิ่นความหอมหวานเข้าปอดมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าครั้งนี้มันกลับวิเศษยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เพราะวันนี้จะเป็นวันแรกที่เขาจะได้เริ่มต้นคำว่าครอบครัวกับหญิงสาวเสียที

“ขอบคุณนะครับที่ยอมเดินจูงมือไปกับผม” ความสุขในวันนี้    มันมากล้นจนแทบจะกระอักออกมา เขาเฝ้าฝันว่าสักวันจะมีครอบครัว     ที่สมบูรณ์และมั่งคั่งไปด้วยความรัก จนในที่สุดวันนี้...มันมาถึงแล้ว

“วาดเองก็ต้องขอบคุณเหมเหมือนกันนะคะ ที่เชื่อใจและรักวาดมากขนาดนี้”

“ต่อจากนี้ไปเราจะมาสร้างครองครัวด้วยกันนะครับ อยู่ด้วยกันกับผมแบบนี้ไปนาน ๆ เลยนะ”

“ค่ะ วาดจะอยู่ข้าง ๆ เหมแบบนี้ไปนาน ๆ และรักคุณมากขึ้น    ในทุก ๆ วัน”

เรียวปากหวานประกบลงบนปากหยักของเจ้าบ่าวตนเอง ก่อนที่เหมราชจะรับมันเอาไว้ทั้งหมด ความหวานซ่านกระสั่นออกไปทั่วทั้งปาก เขาช่างรักช่วงเวลานี้มากเหลือเกิน กระนั้นก่อนที่อะไรมันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้อยู่ ๆ ก็ดันนึกอะไรบางอย่างได้เสียก่อน

“จริงสิ ผมมีบางอย่างให้วาดด้วย” ผละใบหน้าออกก่อนจะพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการบอกหญิงสาวตรงหน้า

“ให้วาดเหรอคะ?”

“ใช่ครับ เดี๋ยวขอไปหาก่อน” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นไปควานหาของ       ที่ต้องการให้กับวาดดาวแต่หาเท่าไรก็ไม่พบเสียที ไม่ใช่ว่าตัวเองลืมเอามาจากที่บ้านหรอกหรือ

“เจอไหมคะเหม”

“ไม่เจอครับ สงสัยจะลืมไว้ที่บ้านแน่ ๆ เลย”

“มันสำคัญมากเลยเหรอคะ”

“มันสำคัญมากครับ เป็นของขวัญที่ผมอยากให้วาดในคืนแต่งงานของเรา เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมกลับไปเอาที่บ้านก่อนแล้วจะกลับมานะครับ   ไปไม่นานแต่ถ้าวาดกังวลเรื่องที่ว่าไม่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวออกจากห้องหอจนกว่าจะเช้า ผมไม่ไปก็ได้นะ”

“ทำเหมือนวาดหัวโบราณไปได้ วาดไม่กังวลเรื่องนั้นหรอกค่ะ    ถ้าเหมอยากไปเอาของก็แล้วแต่เลยค่ะเดี๋ยววาดรออยู่ที่นี่ แต่ยังไงรีบไป   รีบมานะคะ เดี๋ยววาดจะขาดใจตายเพราะคิดถึงคุณ”

“ปากหวานจังเลยนะครับ อยากเปลี่ยนใจไม่ไปแล้วสิ”

“แหนะ ทำให้วาดอยากรู้ว่าของที่เหมจะให้คืออะไรแล้วไม่ไปแบบนี้เหรอคะ ไม่เอาอะ รีบไปเลย วาดอดใจรอไม่ไหวแล้วค่ะ”

“โอเคครับ ๆ แต่ก่อนไปขอหอมแก้มหน่อยได้ไหม”

“ไม่เอาค่ะ กลับมาก่อนค่อยหอม”

“โอเคครับ ยอมให้ก็ได้”

“เดี๋ยวผมมานะ”

“ค่า ขับรถดี ๆ นะคะฝนตั้งท่าว่าจะตกด้วย” วาดดาวโบกมือให้สามีที่กำลังถอยหลังย่างก้าวเดินไปยังหน้าประตู แต่เขาก็ยังลีลาโบกมือหย็อย ๆ ไม่ไปสักที

“ไปได้แล้วค่ะเหม”

“ครับ เดี๋ยวมานะ”

“ค่า” เธอพูดกับเขาพลางส่ายหน้าเบา ๆ กว่าจะยอมออกไปได้    ก็ลีลาเหลือเกิน แบบนี้เธอจะได้เห็นของขวัญชิ้นสำคัญตอนไหนเนี่ย แต่แค่คิดว่าเหมราชจะมีของเซอร์ไพร์สก็ยิ้มไม่หุบแล้ว อยากรู้นักว่าคืออะไร

เหมราชย่างเท้าออกจากเรือนหอของตนเองโดยตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไร่อิศรามากนักห่างออกไปราว ๆ สิบกิโลเมตร เพราะต้องการความส่วนตัวเขาเลยเลือกออกมาสร้างบ้านให้ห่างจากครอบครัวและไร่อิศราเสียหน่อย แต่ก็ไม่ไกลจนลำบากที่จะไปหาและทำหน้าที่ของตนเอง

เหมราชขับรถมุ่งหน้าไปทางไร่อิศราไม่นานฝนก็เทกระหน่ำลงมา ห่าใหญ่ แม้มีอุปสรรคแต่ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา ยอมรับเลยว่าเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน มันทั้งพิเศษและล้นพองทั่วทั้งอกเต็มอิ่มไปด้วยความสุขจนแทบจะกระอักออกมา นี่ถ้าไม่ติดว่าตนต้องเอาของขวัญชิ้นสำคัญนี้ให้กับวาดดาวให้ได้ในคืนแต่งงานไม่มีทางที่ตนจะมานั่งอยู่ในรถนี้หรอก ดีไม่ดีอาจนอนสำลักความสุขอยู่บนเตียงแล้วด้วยซ้ำ

แต่เพราะสิ่งที่ต้องการให้หญิงสาวมันสำคัญมาก เขาถึงอยู่ตรงนี้

ไม่นานนักรถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปภายในไร่อิศรา ไร่กาแฟที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงรายและในภาคเหนือส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังต่างประเทศ เป็นอันดับต้น ๆ เรียกได้ว่าไร่อิศราได้รับความไว้วางใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยไร่อิศราจะปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าซึ่งต้องอาศัยการเอาใส่ใจเป็นอย่างมากเนื่องจากกาแฟพันธุ์นี้ปลูกและดูแลรักษาค่อนข้างยากลำบากต้องปลูกในที่สูงและอุณหภูมิเหมาะสมจึงจะได้กาแฟรสที่ดีไม่เพี้ยนไปจากพันธุ์ดั้งเดิมและที่นี่ก็ทำออกมาได้ดีจนได้กาแฟรสเยี่ยมเป็นที่ต้องการของตลาด

ซึ่งตั้งแต่เหมราชเข้ามาบริหารงานชื่อเสียงและคุณภาพงานจากที่ดีอยู่แล้ว ก็ดียิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว แวดวงสังคมธุรกิจล้วนอยากตบเท้าเข้า คบค้าสมาคมด้วย บ้างก็อยากส่งลูกสาวให้มาทำความรู้จักเพราะชายหนุ่มเป็นหนุ่มรูปงาม ร่างกายสมบูรณ์และสมส่วนราวกับรูปปั้นเทพกรีก ทว่าก็เป็นอันต้องอกหักกันไปเป็นแถวเมื่อเจ้าของไร่หนุ่มหล่อหุ่นบาดใจสาว ๆ ประกาศแต่งงานกับแฟนสาวที่คบหาดูใจกันมานาน

“อ้าวเหม ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ลูก คืนเข้าหอเขาไม่ให้ออกจาก  ห้องหอนะ” นิรมลทักลูกชายที่เพิ่งเข้าประตูวิวาห์และส่งตัวเข้าห้องหอไปหมาด ๆ แต่ตอนนี้กลับมาเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เหตุใดถึงไม่อยู่ในห้องหอกับเจ้าสาว?

“ผมแวะมาเอาของขวัญให้วาดน่ะครับ พอดีว่าลืมไว้ในห้องนอน อีกอย่างเรื่องห้ามออกจากห้องหอผมว่ามันก็โบราณคร่ำครึกแล้วนะครับ  ไม่เห็นเป็นอะไร” ความเชื่อพวกนั้นมันโบราณเกินกว่าเขาจะปักใจ เอาเป็นว่าอยู่กับปัจจุบันนั่นแหละดีที่สุด

“ก็ผู้ใหญ่เขาถือกัน แม่เข้าใจว่าเรากับหนูวาดไม่ถือแต่ยังไงก็เพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่”

“อย่าคิดมากเลยครับคุณแม่ ผมแค่มาเอาของแป๊บเดียว”

“จ้า แล้วแต่เราเลยรีบขึ้นไปเอา แล้วก็รีบกลับไปหาหนูวาดซะ” ลูกชายนางคิดแบบนั้นตนก็ไปห้ามความคิดไม่ได้ โต ๆ กันแล้วและก็เข้าใจดีอีกด้วย

“เข้าใจแล้วคร้าบบบ”

นิรมลได้แต่มองตามหลังลูกชายไปแล้วส่ายหัวพร้อมยิ้มเบา ๆ    แต่ก่อนยังเห็นเป็นเด็กชายตัวน้อย ๆ วิ่งตามเธอต้อย ๆ อยู่เลย แล้วดูตอนนี้สิ โตจนเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวแล้ว จะว่าไปก็น่าใจหายอยู่เหมือนกัน ถึงอย่างนั้นก็ยินดีกับความสุขของลูกชาย เหมราชกำลังเติบโตขึ้นไปอีกขั้น

ด้านของเจ้าบ่าวป้ายแดงก็เดินมาถึงห้องนอนของตนเอง เขาเปิดประตูสายตาสอดส่องมองหาก่อนจะพบว่ามันวางอยู่บนโซฟาตัวยาว จึงได้สาวเท้าเข้าไปหยิบเอาของขวัญชิ้นพิเศษที่ทำขึ้นเองกับมือมาถือเอาไว้ก่อนจะจ้องมองด้วยรอยยิ้ม ยืนมือออกไปลูบคลำเบา ๆ กรอบรูปพร้อมภาพวาดใบหน้าของวาดดาว...

เหมราชมีงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ชอบทำบ่อย ๆ คือการวาดภาพ มันช่วยให้ใจเย็น สงบและได้อยู่กับตัวเอง หลายครั้งที่หญิงสาวเคยมานั่งดูเขาวาดภาพวิวหรือทิวทัศน์ต่าง ๆ เธอมักเอ่ยปากบอกอยากให้วาดตนเองบ้าง อยากลองเป็นแบบให้เหมราชจะได้อยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา        วาดดาวบอกว่ายิ่งยามที่ชายหนุ่มหลงใหลและเพลิดเพลินไปกับความชอบนี้ ยิ่งทำให้เหมราชดูมีเสน่ห์และน่าค้นหา

วันนี้จึงคิดอยากมอบภาพวาดที่ตั้งใจวาดหญิงสาวเพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงาน แม้วาดดาวจะไม่ได้มานั่งเป็นแบบ ทว่าเธอก็เข้ามานั่งในใจเขาอยู่แล้ว มันไม่สำคัญนักหรอกว่ายามที่เขาบรรจงแต่งแต้มสีลงบนผืนกระดาษเธอจะมาอยู่ตรงหน้าหรือเปล่าเพราะอย่างไรสาวเจ้าก็กอบกุมหัวใจเขาเอาไว้ทั้งดวง

สิ่งนี้สิสำคัญที่สุด...

ระหว่างที่รอเหมราชกลับมาเจ้าสาวอย่างวาดดาวก็นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงกว้าง เฝ้ารอการกลับมาของเจ้าบ่าว เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เหมราชจะเซอร์ไพร์สนั้นมันคืออะไรกันแน่ แต่แล้วจู่ ๆ ไฟที่เคยสว่าง ในห้องก็ดับลงเสียดื้อ ๆ ท่ามกลางเสียงฝนแอบคิดว่าอาจเป็นฝีมือของเจ้าบ่าวเธอหรือเปล่า

“เหมเหรอคะ” เสียงหวาน ๆ ทักออกไป คิดว่าน่าจะเป็นเหมราชที่กลับมาแล้วพลางลอบยิ้มในใจ ที่เขาปิดไฟแบบนี้เพราะคิดอยากแกล้งเธอแน่ ๆ

“...”

แต่สิ่งที่วาดดาวได้รับกลับมาเป็นเพียงความเงียบ จึงได้ลองร้องเรียกชื่อชายคนรักอีกครั้งแต่แล้วผลมันก็เป็นเหมือนเดิม รอยยิ้มที่เคยผุดเผยขึ้นบนดวงหน้า บัดนี้แห้งเหือดลงทันตาเมื่อมันเริ่มเงียบจนผิดสังเกต

“เหม...วาดไม่เล่นแบบนี้นะคะ” เธอชักจะเริ่มไม่ค่อยสนุกแล้ว

ถึงอย่างนั้นทุกสิ่งรอบตัวมันก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเว้นก็แต่ประตูที่อยู่ ๆ ก็ถูกเปิดออก...

พร้อมเสียงร้องเพลงเป็นเสียงอึมอำที่ดังออกมาจากลำคอทำนองเพลง Tili Tili Bom...

“เหม...คุณเหรอคะ” เพราะความมืดที่บดบังทำให้เธอไม่อาจมองเห็นหน้าชัด ๆ ได้ ทุกอย่างมันมืดมิดทะมึนไปหมด...ทำนองเพลงที่ได้ยิน เริ่มทำให้เธอหวาดกลัว

“อย่าเล่นแบบนี้เลยค่ะ วาดกลัว” เธอสั่นเทาเพราะมันเงียบจนผิดปกติ เรียวเท้าบางเริ่มเคลื่อนย้าย เมื่อรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เธอไม่อาจนั่งนิ่งอยู่กับที่อีกต่อไป แล้วถอยกายไปทางอีกฝั่งของห้องโดยอัตโนมัติ หัวใจหวาดหวั่นกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ขอร้องละ...ได้โปรด เหมราชกลับมาเสียที

“ใครน่ะ อย่าเข้ามานะ!” บุคคลปริศนาสวมชุดคลุมสีดำเริ่มย่างฝีเท้าเข้ามาหาช้า ๆ เดินเข้ามาช้า ๆ วาดดาวเร่งลงมือกดโทรศัพท์ในมือ ก่อนจะโทรออก ทว่าดันโดนกระชากออกไป! กระเด็นหลุดออกไปไกล หากจะคว้าคงยากจะเอื้อมถึง

“ขะ...ขอร้อง อย่าทำอะไรฉันเลยนะ” หยาดน้ำตาเริ่มอาบข้างแก้ม เธอหวาดกลัวกับเรื่องนี้เหลือเกิน มือเรียวยกขึ้นประกบกันเอาไว้ไหว้วอนและร้องขอ

“ฉันเพิ่งแต่งงาน...อย่า อย่าทำอะไรฉันเลย ฮึก...”

คำพูดของวาดดาวคล้ายไร้ความหมายเพราะมันยังคงย่างก้าวเข้ามาเธอเรื่อย ๆ ทุกฝีเท้าล้วนน่ากลัว ลำคอบิดซ้ายขวาไปมาเสมือนคนเมื่อยขบ ในนาทีต่อมาไม่วายเผยรอยยิ้มแสนอำมหิต...

จนกายสาวสะท้าน...

วาดดาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ และในนาทีต่อมาเธอจะตัดสินใจออกตัววิ่งไปยังประตูบานหนาผ่านร่างคนปริศนาไป ทว่า! มันคว้าผมยาวหญิงสาวเอาไว้ก่อนที่เธอจะวิ่งไปถึงประตูจนร่างบางล้มลงกองบนพื้นจนเจ็บและจุกไปทั้งร่าง

“ขอร้องอย่า...” ร่างสูงย่อตัวลงเคลื่อนกายเข้ามาหา ส่งมือหนาแสนหยาบโลนลูบไล้ใบหน้าสวยผ่านถุงมือคู่สีดำแผ่วเบาเหมือนส่ง      ความอ่อนโยนให้หญิงสาว แต่กลับวาดดาวมิได้รู้สึกเช่นนั้นเลย...

เธอกลัว...

กลัวจนแทบขาดใจ!

“ปล่อยฉันไปเถอะนะ ฮึก...ปล่อยฉัน”

แทนที่จะเป็นความเห็นใจที่บุคคลปริศนาคนนี้จะส่งให้เธอแต่กลับเป็นรอยยิ้มน่ากลัวไร้ความปรานี หยดน้ำตาวาดดาวร่วงหล่นลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนในวินาทีต่อมาเสียงหวานจะกรีดร้องขึ้น...

‘กรี๊ด!’

รถยนต์คันหรูของเจ้าบ่าวป้ายแดงเข้าจอดเทียบลานจอดรถภายในบ้านแม้จะแปลกใจไปบ้างที่ไฟบ้านทั้งหลังถูกปิดลง แต่ก็คาดคิดเอาไว้ว่า  คงจะเป็นฝีมือของวาดดาวที่เอาไว้แกล้งเขาแน่นอน รอยยิ้มละมุนผุดเผยขึ้นบนดวงหน้ามือหนาคว้ากรอบรูปที่วาดเองขึ้นมาถือเอาไว้ ลูบไล้และคลำมันแผ่วเบา หวังว่าของขวัญชิ้นนี้จะถูกใจหญิงสาว...

ไม่มากก็น้อย

เท้าหนาก้าวลงจากรถด้วยความมาดมั่น ย่างเดินเข้าไปด้านใน   ทุกอย่างรอบตัวตอนนี้มันดูมืดไปหมด แม้ว่าจะมีแสงจันทร์ค่อยส่องทางให้ความสว่างมาบ้าง ทว่ามันก็ไม่ได้เพียงพอเลย

“วาดครับ ปิดไฟมืดแบบนี้ผมมองทางไม่ค่อยเห็นเลยนะ” ถึงจะพูดไปอย่างนั้นแต่เขาก็เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ก้าวเท้าขึ้นไปยังด้านบน  ในมือยังคงถือกรอบรูปไว้มั่น ชักอยากจะเห็นปฏิกิริยาของวาดดาวแล้วว่าจะรู้สึกอย่างไร จะยิ้มดีใจกับสิ่งที่เขามอบให้หรือเปล่า

แต่แล้วยามที่เดินมาถึงหน้าประตูห้องคิดสงสัยจนคิ้วขมวดเมื่ออยู่ ๆ ก็เผลอเหยียบเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง เพียงก้มลงใช้มือสัมผัสและดมดูปรากฏว่ามันคือกลิ่นคาวของเลือด...

ไม่ผิดแน่...

เขาเคยได้กลิ่นสิ่งนี้มานักต่อนักแล้ว เหตุใดถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอนึกได้อย่างนั้นรีบเร่งก้าวเท้าไปยังประตูห้องที่เปิดอยู่ และเปิดไฟขึ้นในทันที สิ่งที่ปรากฏท่ามกลางความสว่างของแสงไฟแทบทำให้เหมราช    ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองและแทบจะล้มทั้งยืน

‘เพล้ง!’

กรอบรูปในมือร่วงหล่นลงไปจนแตกกระจาย

ร่างของวาดดาวนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นไม่ห่างจากหน้าประตูมากนักดวงตาหลับพริ้ม ไร้การสั่นไหวของลมหายใจ...

นัยน์ตาคู่คมสั่นระริกหยดน้ำตาหลั่งไหลลงมาจนแทบสิ้น หัวใจ ดวงโตคล้ายถูกกริชแหลมคมนับพัน ๆ เล่มกรีดลึกลงไปในก้อนเนื้อข้างซ้าย...ลมหายใจติดขัดยากจะฝืน ศีรษะทุยเฝ้าภาวนาว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าให้เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น ได้โปรด...ขอให้มันเป็นเพียงแค่ฝันอย่าให้เป็น ความจริงเลย

ขอร้อง...

เขาขอร้อง

แต่เหมือนว่าฟ้ามันกำลังเล่นตลก ในเมื่อสิ่งที่คิดไม่เป็นไปอย่างที่หวัง

“วาด...”

กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอก็ยากลำบากแสนเข็ญ เท้าหนาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาเจ้าสาวของตนเองอย่างช้า ๆ ทุกอย่างมันเหมือนกำลังหยุดหมุน ไร้เรี่ยวแรงจะยืนต่อ ชุดสีขาวที่เคยสะอาดตา ยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยสีแดงฉาน มันมากล้นจนหาจุดต้นทางไม่เจอ มือหนาสั่นเทาค่อย ๆ ยื่นออกไปสัมผัสแผ่วเบาลงบนดวงหน้าสวยที่ปิดเปลือกตาสนิท ไม่มีแล้ว...

ลมหายใจของหญิงสาวที่เขาคาดหวังเอาไว้

หัวใจมันแตกสะลายจนยากหาอะไรมาต่อเติม เหมราชคว้าร่างบางของเจ้าสาวตัวเองขึ้นมากอดแนบอกเอาไว้แน่น ก่อนในนาทีต่อมาเสียงร้องไห้จากลูกผู้ชายจะก้องกังวานราวกับคนขาดสติ หยดน้ำตารินไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ตระกองกอดวาดดาวเอาไว้ราวกับว่าไม่อยากให้หญิงสาวหายไปไหน กอดและรัดเอาไว้ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรก ที่พวกเขาเข้าประตูวิวาห์กันเองนะ เหตุใด...

ทำไมถึงได้ใจร้ายมากขนาดนี้

“วาดอยู่กับผม...”

“อยู่กับผมคนดี ได้โปรด อย่าไปจากผม...ฮึก...อยู่กับผม” ยิ่งพร่ำเพ้อออกมาก็ยิ่งเหมือนคนไร้สติมากยิ่งขึ้นไปทุกที เขาไม่ได้ขออะไรมากเกินไปเลย นอกเสียจากให้หญิงสาวอยู่กับเขาในเวลานี้

เพียงแค่ครอบครัว...ครอบครัวที่มีความสุข เขาขอมันมากเกินไปหรือ

“ขอร้องอย่าจากผมไปแบบนี้ ไม่วาด ไม่...”

“คนบนโลกมีตั้งมากมายทำไมต้องเป็นวาดดาว ทำไม...” เขาอยากเห็นแก่ตัวในตอนนี้เพราะหัวใจรับไม่ไหวกับการสูญเสีย ร้องไห้ระงมยากเกินจะฝืนทำตัวเข้มแข็ง มือที่สั่นเทาลูบคลำสัมผัสใบหน้าหญิงสาวแผ่วเบา

“กลับมาหาผม ได้โปรดคนดี กลับมา...อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวแบบนี้”

ขณะที่เหมราชกำลังคร่ำครวญกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่าง   ไม่ทันตั้งตัว อยู่ ๆ เสียงสตาร์ทรถก็ดังมาจากหน้าบ้าน เป็นผลให้ชายหนุ่ม จำใจต้องวางร่างไร้วิญญาณของเจ้าสาวลง นัยน์ตาจากที่เสียใจแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น ก้าวอาด ๆ ไปยังต้นทางของเสียง จากย่างก้าวช้า ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการซอยถี่ของฝีเท้ามุ่งตรงไปหาเป้าหมาย

เหมราชมาถึงทันก่อนที่รถยนต์ต้นเสียงจะขับออกไป ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปขวางเอาไว้ สายตาคู่คมพยายามเพ่งเล็งกระจกรถแต่เขากลับไม่เห็นอะไรเลย เพราะมันเป็นฟิลม์สีดำทึบ ชายหนุ่มกระโดดเข้าขวางหน้ารถเอาไว้เพื่อหวังว่ามันจะหยุด แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น

‘โครม!’

รถยนต์คันใหญ่พุ่งชนชายหนุ่มจนตัวลอยกระทบลงบนกระโปรงหน้าก่อนจะกลิ้งลงไปนอนกองอยู่บนพื้น ยังดีที่แรงกระแทกไม่ได้มากมายจนทำให้บาดเจ็บจนหมดสติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเจ็บอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้นขณะที่เหมราชพยายามจะลุกขึ้นมือที่ยื่นออกไปกลับถูกรถคันเดิมเหยียบเข้าเต็ม ๆ กรามแกร่งขบแน่นกดความเจ็บปวดเอาไว้ และเจ็บใจอย่างที่สุดที่เขาขวางทางไอ้ชั่วนั้นไว้ไม่ได้! แม้จะพยายามฝืนกายลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ ความเจ็บปวดเริ่มปะทะเข้าร่าง จำต้องเปลี่ยนไปคว้าโทรศัพท์ออกมาแล้วกดโทรออก...พร้อมหยดน้ำตาที่ไหลนองออกจากหางตา สิ้นหวังกับสิ่งที่เจอ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป