บทที่ 10 ตอนที่ 10
สราลียัดกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใส่จีบมือกานต์ธิดา พอเธอก้มลงมองก็แทบจะกรีดร้องออกมา
“อีส้ม! นี่มันถุงยาง! มึงให้กูทำไม!”
กานต์ธิดารีบยัดคืน แต่สราลีดันมือกลับอย่างไว
“พกไว้ไม่เสียหลายมึง! เผื่อกายภาพท่าไหนแล้วเกิด ‘อุบัติเหตุทางอารมณ์’ ขึ้นมา มึงจะได้เซฟตัวเองไง อีกอย่างไซส์ 52 นี่กูจัดมาให้ตามมาตรฐานชายไทยเลยนะมึง”
“อุบาทว์! กูไม่เอา!”
กานต์ธิดาพยายามจะทิ้งไว้บนรถ แต่สราลีไม่ยอมเปิดล็อกประตูให้
“ส้มส้ม! เปิดประตู!”
“ไปได้แล้วค่ะ! ป่านนี้หมอวอร์มนิ้วรอนวดมึงจนมือหงิกแล้วมั้ง ป่ะ! ไปได้แล้ว!”
สราลีไล่ในเดินเข้าไปที่ลิฟต์คอนโดทันที
กานต์ธิดาที่มัวแต่พะวงกับเสื้อผ้าที่รัดติ้วและกางเกงที่สั้นกุดจนต้องคอยดึงลงตลอดเวลา ทำให้เธอลืมไปเลยว่ายังกำ ‘กล่องเจ้าปัญหา’ ไว้ในมือ
เธอยืนตัวสั่นอยู่ในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นสู่ชั้นสูงสุด หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก จนกระทั่งลิฟต์เปิดออกที่หน้าห้องพักสุดหรูของวินธัย
หญิงสาวรวบรวมความกล้ากดกริ่ง และไม่นานประตูบานใหญ่ก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงในชุดลำลอง เสื้อยืดสีดำพอดีตัวที่ขับเน้นกล้ามแขนเป็นมัดๆ และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า
วินธัยมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเย็นชา แต่ทว่าแฝงไปด้วยความประหลาดใจกับ ‘ลุคใหม่’ ของเธอ
“มาแล้วเหรอ... เข้ามาสิ”
วินธัยบอกเสียงเรียบ แต่สายตาเขากลับไปสะดุดเข้ากับของในมือกานต์ธิดา ที่เธอกำไว้แน่นด้วยความประหม่า
“นั่นอะไร?”
เขาถามพลางเลิกคิ้ว
“ปะ... เปล่าค่ะ! ไม่มีอะไร!”
กานต์ธิดาตกใจจนทำกล่องนั้นหลุดมือร่วงลงพื้นต่อหน้าต่อตาหมอวินพอดิบพอดี
วินธัยก้มลงมอง ‘กล่องถุงยางอนามัย ไซส์ 52’ ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพรมเช็ดเท้า เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวลงหยิบมันขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบสนิท แล้วปรายตามองกานต์ธิดาที่ตอนนี้หน้าแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก
เขามองสลับระหว่างกล่องในมือกับเป้ากางเกงตัวเอง ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจที่สุดเท่าที่กะทิเคยเห็น
“คุณซื้อมาผิดไซส์นะกะทิ...”
วินธัยเอ่ยเสียงพร่าพลางก้าวเข้ามาประชิดตัวจนเธอหลังชนประตู
“ไซส์นี้ผมใส่ไม่ได้หรอก... มันเล็กเกินไป”
กานต์ธิดาได้แต่ยืนอ้าปากค้าง สมองขาวโพลนไปหมด เธออยากจะตะโกนบอกว่า ‘อีส้มส้มมันยัดเยียดมา!’ แต่เสียงกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อวินธัยชูเขย่ากล่องถุงยางเล็กๆ นั่นต่อหน้าเธอด้วยสายตาท้าทาย
“ของผมต้องไซส์ใหญ่กว่านี้มาก... มากจนคุณอาจจะจินตนาการไม่ถึงเลยล่ะ”
แล้วเขาก็โน้มใบหน้าลงมาจนจมูกโด่งแทบจะชนกับแก้มใสของเธอ “
“ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคือไซส์อะไร 56 หรือ 58... หรืออาจจะมากกว่านั้น”
“หมอ... หมอพูดเรื่องอะไรคะ ฉันแค่... ฉันเก็บได้ข้างทางเฉยๆ!”
กานต์ธิดาละล่ำละลักบอก พยายามจะแย่งกล่องคืนแต่ถูกวินธัยชูแขนหนี
“เก็บได้หรือตั้งใจเตรียมมากันแน่”
วินธัยกระตุกยิ้มที่ทำให้กานต์ธิดาใจแทบละลาย
“ในเมื่อคุณเป็นคนเตรียมมันมาเอง งั้นคืนนี้หลังจากเรา ‘กายภาพ’ กันเสร็จ ผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วย ‘วัด’ ให้หน่อยว่าจริงๆ แล้วผมควรใช้ไซส์อะไร”
วินธัยก้มลงมองกานต์ธิดาด้วยสายตาที่ไม่ได้แฝงความเป็นหมออยู่เลยสักนิด
“เพราะถ้าผิดไซส์ ถุงยางจะแตกได้”
กานต์ธิดารู้สึกเหมือนร่างกายจะระเบิด ความร้อนวูบวาบแล่นจากใบหน้าลงไปถึงท้องน้อยเพียงแค่จินตนาการตามคำว่า ‘วัด’ ของเขา
“เข้าห้องได้แล้วครับ อย่ามัวแต่ยืนจินตนาการเรื่องไซส์อยู่เลย”
วินธัยเปลี่ยนโหมดกลับมาเป็นนิ่งสุขุมอย่างรวดเร็ว เขาโยนกล่องถุงยางนั่นลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันมามองชุดที่เธอสวมอยู่
สายตาคมกริบกวาดมองเสื้อยืดที่ถูกมัดปมจนเห็นหน้าท้องเนียน และขากางเกงที่สั้นกุดจนเห็นรอยสักชื่อของเขาชัดเจน แววตาของวินสั่นไหววูบหนึ่ง เขาแอบลอบกลืนน้ำลายขณะมองเรียวขาขาวที่ยืนเบียดกันแน่น
“ชุด... ขยับสะดวกดีนะครับ?”
เขาบอกเสียงทุ้มต่ำ
“ไปนอนรอที่เบาะกายภาพตรงนั้น เดี๋ยวผมจะเริ่ม ‘นวด’ ส่วนที่อักเสบให้ก่อน”
กานต์ธิดาเดินกะเผลกไปที่เบาะหนังสีดำกลางห้องด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกแกะที่กำลังเดินเข้าปากเสือชัดๆ
ยิ่งตอนที่เธอทิ้งตัวลงนอนคว่ำตามคำสั่ง แล้วรู้สึกได้ถึงน้ำหนักเตียงที่ยุบลงข้างๆ พร้อมกับสัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือใหญ่ที่แตะลงบนโคนขาอ่อน
“อ๊ะ...”
กานต์ธิดาเผลอครางออกมาเบาๆ เมื่อวินธัยจงใจใช้นิ้วโป้งคลึงวนอยู่ใกล้ๆ ขอบกางเกงที่สั้นกุดของเธอ
“นิ่งๆ ครับกะทิ... ผมกำลังหาจุดที่มัน ‘แข็ง’ อยู่”
วินธัยบอกเสียงนิ่ง แต่นิ้วของเขากลับซุกซนลากผ่านผิวเนื้ออ่อนจนเธอขนลุกซู่
“ถ้าคุณเกร็งขนาดนี้... ผมคงต้องใช้ ‘วิธีอื่น’ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อคุณก่อนจะเริ่มนวดจริงๆ จังๆ ซะแล้ว”
กานต์ธิดาฟุบหน้าลงกับท่อนแขนตัวเองบนเบาะหนังเย็นเฉียบ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดหนักๆ จากฝ่ามือของวินธัยที่ทาบลงบนกึ่งกลางแผ่นหลัง
ความเงียบในคอนโดหรูทำให้เสียงหายใจที่เริ่มติดขัดของเธอฟังดูดังน่าอายเหลือเกิน
