บทที่ 2 ตอนที่ 2

“วิน! เอ่อ หมอวิน นี่มันรอยสัก ไม่ใช่รอยสกปรกนะ!”

กานต์ธิดาหันไปแหวใส่ด้วยความโมโหที่เขาทำเหมือนเธอเป็นคนแปลกหน้า

วินธัยขยับแว่นสายตา แล้วโน้มตัวลงมาใกล้จนเธอคิดว่าเขาจะทำอะไรซักอย่าง แต่เขากลับแค่หยิบหูฟังหมอที่วางอยู่ข้างหมอนเธอเท่านั้น ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเธอเบาๆ แต่น้ำเสียงนิ่งสนิทจนน่าใจหาย

“บวมแดงขนาดนี้... แต่ก็ยังนุ่มเหมือนเดิมเลยนะครับ”

คำพูดนั้นทำให้กานต์ธิดาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความสับสน แต่พอเธอกำลังจะอ้าปากถาม วินธัยก็ยืดตัวขึ้นและเดินออกไปจากม่านกั้นทันที ทิ้งให้หญิงสาวนอนหน้าร้อนผ่าว บิดตัวไปมาด้วยความหวั่นไหว และอับอายเพียงลำพัง

‘สรุปเขาจำได้ หรือจำไม่ได้วะเนี่ย ไอ้หมอบ้า!’

“ส่งคนไข้ไปห้องเอ็กซเรย์ด้วยครับ”

เสียงสั่งการเฉียบขาดของหมอวินธัยดังก้องในโสตประสาทของเธอที่ยังคงนอนหน้าฟุบหมอนอยู่ เธออยากจะหันไปตะโกนด่าเขา ว่าช่วยเบาเสียงหน่อยได้ไหม แต่ลำพังแค่จะขยับคอ เธอยังเจ็บจนน้ำตาเล็ดเลย

“กะทิ แกไหวไหม ท่านี้มัน...”

สราลีเพื่อนรักที่เพิ่งเดินเข้ามา รีบก้มลงมากระซิบ พลางมองสภาพเพื่อนที่นอนคว่ำ ก้นโด่ง เพราะหมอสั่งห้ามนั่งห้ามนอนหงายเด็ดขาดด้วยความสงสารระคนขบขัน

“ไม่ไหวก็ต้องไหวส้ม... แต่แกช่วยเอาผ้าคลุมก้นฉันให้มิดๆ เลยนะ แล้วดึงชายเสื้อฉันลงด้วย อย่าให้ใครเห็นรอยสักฉันเด็ดขาด”

กะทิกัดฟันสั่งเพื่อน ก่อนจะนึกไปถึงรอยสักของตัวเอง ที่เธอแอบไปสักมาตั้งแต่อยู่ปีสอง เพราะแอบรักเพื่อนสนิทอย่างวินธัยจนหมดหัวใจ

เธอเลือกสักในจุดที่ลับตาที่สุด เพราะไม่คิดจะให้เจ้าของชื่อได้เห็น แต่วันนี้... นอกจากเขาจะเห็นแล้ว เขายังทำเหมือนมันเป็นเพียง ‘สิ่งสกปรก’ บนผิวหนังเธออีก มันน่าน้อยใจนักเชียว!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ระหว่างทางไปห้องเอ็กซเรย์

“เอาละค่ะคนไข้ เดี๋ยวเราจะเคลื่อนย้ายไปตึกเอ็กซเรย์นะคะ ทนเจ็บนิดนึงนะคะ”

พยาบาลสาวสองคนพยายามประคองกานต์ธิดาขึ้นรถเข็นนอน แต่เนื่องจากกะทินอนหงายไม่ได้ สราลีจึงต้องช่วยจัดแจงให้เธอนอนคว่ำไปบนรถเข็น โดยมีหมอนใบโตยัดไว้ใต้หน้าท้องเพื่อลดแรงกระแทก

สภาพของกานต์ธิดาตอนนี้... คือการนอนคว่ำ หน้าแนบเบาะรถเข็น ก้นงามงอนชี้โด่เด่ขึ้นฟ้า โดยมีผ้าห่มผืนบางคลุมไว้หมิ่นเหม่

“ส้ม... ฉันเหมือนไก่ย่างถูกเผาเลยอ่ะ”

กานต์ธิดาคร่ำครวญ ขณะที่รถเข็นกำลังเลื่อนผ่านโถงทางเดิน

“สู้ๆ กะทิ คิดซะว่าแกเป็นนางเงือกเกยตื้นที่กำลังถูกส่งกลับทะเลก็แล้วกัน”

แต่ความซวยของกานต์ธิดายังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อรถเข็นมาหยุดรอหน้าลิฟต์ตัวใหญ่ และประตูลิฟต์เปิดออกเผยเท่านั้น ร่างสูงสง่าในชุดกาวน์ของหมอวินธัยก็ปรากฏอยู่ในนั้น และก็มีกลุ่มนักศึกษาแพทย์ปีท้ายๆ อีกหลายคนยืนร่วมอยู่ด้วย

กานต์ธิดาเบิกตากว้าง รีบซุกหน้าลงกับหมอนจนจมูกบี้ด้วยความอับอาย

“อ้าว หมอวิน จะไปดูเคสเอ็กซเรย์พอดีเลยใช่ไหมคะ?” พยาบาลทักทาย

วินธัยปรายตามอง ‘ก้อนอะไรบางอย่าง’ ที่นอนคว่ำก้นโด่งอยู่บนรถเข็นด้วยสายตาเรียบเฉย เย็นชาจนคนมองรู้สึกหนาวสั่น จากนั้นเขาก็ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบกับเหล่านักศึกษาแพทย์ข้างตัว

“ทุกคนดูเคสนี้ไว้เป็นตัวอย่างนะครับ นี่คือคนไข้ที่บาดเจ็บสันหลังช่วงล่าง ท่าทางการเคลื่อนย้ายต้องระวังเป็นพิเศษ... แม้มันจะดู ‘ประหลาด’ ไปบ้าง แต่นี่คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนไข้ที่... ไม่ระมัดระวังตัวเอง”

กานต์ธิดากำหมอนแน่นจนเล็บแทบฉีก

‘ประหลาดงั้นเหรอ!

ไม่ระมัดระวังงั้นเหรอ!

ไอ้หมอหน้าตาย!’

“หมอคะ เพื่อนฉันเจ็บมากเลยค่ะ ตรวจให้ละเอียดเลยนะคะ”

สราลีเพราะเป็นห่วงเพื่อน จึงหันไปพูดกับหมอ แต่นั่นกลับทำให้คนทั้งลิฟต์หันมามองกานต์ธิดาเป็นตาเดียวกัน

วินธัยไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ขยับเข้ามาใกล้เตียงของกานต์ธิดามากขึ้น จนหญิงสาวได้กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาลอยมาเตะจมูกเธออีกครั้ง

หญิงสาวหัวใจเต้นโครมคราม พยายามหลับตาปี๋ แต่ทว่าจังหวะที่ลิฟต์กระตุกเบาๆ มือหนาของหมอวินธัยก็เอื้อมมาจับที่ขอบรถเข็นเพื่อประคองไว้

และปลายนิ้วของเขา... แกล้งหรือตั้งใจก็ไม่รู้ ดันมาสัมผัสโดนผิวเนื้ออ่อนตรงสะโพกเธอผ่านรอยแยกของผ้าห่มพอดี

กานต์ธิดาสะดุ้งสุดตัว

“อ๊ะ!”

นักศึกษาแพทย์ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว หมอวินธัยยังคงหน้านิ่งสนิท เขาถอนมือออกช้าๆ แล้วพูดเสียงเย็น

“ขอโทษครับ... พอดีรถเข็นมัน ‘สั่น’ ผมเลยต้องช่วยประคองไว้ ไม่นึกว่าคนไข้จะ ‘ไว’ ต่อสัมผัสขนาดนี้”

กานต์ธิดาอยากจะกรีดร้องออกมาให้ลั่นลิฟต์เหลือเกิน ตอนนี้ใบหน้าเธอร้อนจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว แถมหัวใจก็ยังเต้นรัวเหมือนกลองรบอีกต่างหาก

เธอหวั่นไหวกับสัมผัสบ้าๆ นั่นของวินธัยมาก แต่ในขณะที่เขาทำเหมือนเธอเป็นเพียง ‘ตัวอย่างการสอน’ ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง

หญิงสาวคิดอย่างอับอายและเสียใจเป็นที่สุด ทำได้แค่เพียงนอนนิ่งๆ ทำเหมือนคนเสียชีวิตไปแล้วเท่นั้น

และเมื่อมาถึงห้องเอ็กซเรย์ กานต์ธิดาก็ถูกเข็นเข้าไปในห้องที่ค่อนข้างมืดและเงียบเชียบ เธอใจคอไม่ดี เมื่อเห็นหมอวินธัยเดินตามเข้ามาด้วย

“หมอจะเข้ามาทำไมคะ? หน้าที่นี้เป็นของเจ้าหน้าที่เทคนิคไม่ใช่เหรอ”

กานต์ธิดาถามเสียงสั่น

วินธัยเดินมาหยุดข้างเตียงเอ็กซเรย์ แสงไฟสลัวสะท้อนกรอบแว่นของเขา จนมองไม่เห็นดวงตา

“ผมต้องมาดูตำแหน่งให้ชัดเจน... เพราะคนไข้บางคนชอบโกหกเรื่องความเจ็บ เพื่อเรียกร้องความสนใจ”

“หมอวินธัย!”

วินธัยไม่สนใจเสียงแหว เขาโน้มตัวลงมาประคองร่างบางให้ขยับเข้าที่ มือหนาสัมผัสที่เอวและสะโพกเธออย่างหนักแน่น ความใกล้ชิดในความมืดทำให้กานต์ธิดาเผลอกลั้นหายใจ

“วิน... นายจะทำอะไร”

กานต์ธิดาถามเสียงสั่น พยายามจะพลิกหน้ามองแต่ก็ทำได้ลำบาก

“ผมบอกให้เรียกหมอวินไงครับคนไข้...”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป