บทที่ 3 ตอนที่ 3
วินธัยตอบเสียงเรียบ เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ แต่กลับเอื้อมมือหนามาจับที่ชายเสื้อคนไข้ของเธอ
“รบกวนขยับเชือกออกหน่อยครับ ผมต้องแปะจุดมาร์กเกอร์”
กานต์ธิดาเม้มปากแน่น พยายามจะเอื้อมมือไปจัดการเอง แต่ความเจ็บทำให้เธอเอื้อมไปไม่ถึงบั้นเอว
วินธัยถอนหายใจแผ่วเบาเหมือนรำคาญ ก่อนจะโน้มตัวลงมา มือร้อนจัดของเขาแทรกผ่านช่องว่างของเสื้อคนไข้ สัมผัสเข้ากับผิวเนียนละเอียดตรงแผ่นหลังอย่างถือวิสาสะ
“อ๊ะ!”
กานต์ธิดาสะดุ้งเฮือก ร่างกายสั่นระริกเมื่อปลายนิ้วยาวของเขาค่อยๆ ลากไล้ลงมาตามแนวกระดูกสันหลังช้าๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อยู่นิ่งๆ สิครับ... ถ้ามาร์กผิดจุด ผมก็ต้อง ‘คลำ’ ใหม่หมดนะ”
วินธัยพูดเสียงนิ่งสนิท ราวกับเขากำลังตรวจศพมากกว่าคนเป็น แต่สัมผัสที่จงใจลากผ่านรอยสักคำว่า “Win” นั้นกลับรุนแรง และเน้นย้ำจนเธอรู้สึกวาบหวามไปทั้งอุ้งเชิงกราน
เขากดนิ้วลงบนผิวเนื้อนิ่มตรงรอยสักนั้นเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนกางเกงคนไข้ของเธอลงจนหมิ่นเหม่ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดผิวเนื้อที่เปลือยเปล่าจนกะทิขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“รอยสักนี่... สักมานานหรือยังครับ”
เขาถามขึ้นลอยๆ น้ำเสียงยังคงความเย็นชาเหมือนเดิม
“ไม่... ไม่นานค่ะ แค่ชอบความหมายมันน่ะ”
กานต์ธิดาปดคำโต หลับตาปี๋ไม่กล้าสบตาผ่านเงามืด
วินธัยขยับยิ้มมุมปากเพียงนิดเดียว ก่อนจะใช้เจลนำไฟฟ้าป้ายลงไปตรงจุดนั้น สัมผัสเย็นเยือกของเจลตัดกับความร้อนจากฝ่ามือเขาที่ยังคงทาบทับอยู่บนสะโพกเธอ
“งั้นเหรอครับ... นึกว่าสักชื่อ ‘แฟนเก่า’ ซะอีก”
วินธัยแกล้งใช้ปลายนิ้วคลึงวนรอบๆ รอยสักนั้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสที่ดูเหมือนการตรวจรักษา แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนการลวนลามทางอารมณ์ในความรู้สึกของเธอ
“แต่จุดนี้... มันไวต่อความรู้สึกมากเลยนะครับ ดูสิ... ผิวคุณสั่นไปหมดแล้ว”
“หมอวิน! พอแล้ว... ตรวจก็ตรวจสิคะ อย่ามาทำแบบนี้”
กานต์ธิดาประท้วงเสียงพร่า เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจกับความนิ่ง แต่รุกรานของเขา
วินธัยยืดตัวขึ้นช้าๆ จัดเสื้อผ้าให้เธออย่างเป็นระเบียบตามเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาดคุณหมอผู้สุขุมกลับมาสวมทับอีกครั้ง
“ผมแค่เช็คการตอบสนองของเส้นประสาทครับ... ซึ่งดูเหมือนมันจะยัง ‘ทำงานดีเกินไป’ ด้วยซ้ำ”
แล้ววินธัยก็ไปที่จอมอนิเตอร์ ก่อนจะสั่งงานเสียงเรียบ
“เจ้าหน้าที่ครับ เข้ามาได้เลย ผมจัดท่าเสร็จแล้ว”
จากนั้น วินธัยก็เดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้กานต์ธิดานอนหอบหายใจถี่อยู่บนเตียง ด้วยใบหน้าแดงซ่านไปถึงหู
ความเย็นชาของเขาทำให้เธอเจ็บใจ แต่สัมผัสที่เหมือนจะจำได้ แต่กลับแกล้งจำไม่ได้ของเขานั้น มันทำให้เธอกำลังจะบ้าตายอยู่แล้ว
‘ไอ้หมอน้ำแข็ง! นายจำได้แน่ๆ แต่นายแกล้งฉันใช่ไหม!’
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กานต์ธิดาถูกย้ายขึ้นมาพักที่ห้อง VIP ชั้นบนสุด และห้องนี้ก็เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศเลยทีเดียว
หลังจากสราลีถูกพยาบาลไล่กลับบ้านไป เพราะหมดเวลาเยี่ยม เธอก็ต้องติดแหง็กอยู่บนเตียงกว้างเพียงลำพัง ในท่านอนคว่ำหน้าสุดอนาถแบบนี้อย่างน่าเวทนา
แต่ในความเงียบนั้น สมองเจ้ากรรมดันไม่รักดี ดันคิดไปถึง ภาพเหตุการณ์ในห้องเอ็กซเรย์ไม่ยอมหยุด ภาพนั้นมันวนซ้ำอยู่ในหัวราวกับหนังอิโรติกเกรดพรีเมียม
สัมผัสจากปลายนิ้วเย็นๆ ของวินธัยที่ลากผ่านรอยสักชื่อของเขา... ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ข้างหู
“โอ๊ยยย กะทิ! หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
หญิงสาวเอาหน้ามุดหมอน พยายามสลัดภาพใบหน้าหล่อเหลาของวินธัยออกไป แต่ยิ่งสลัด ความทรงจำก็ยิ่งชัดเจน
วินธัยในวัยสามสิบนี้... หล่อขึ้นจนใจเจ็บ ผิวพรรณของเขาดูสะอาดสะอ้านตามฉบับคุณหมอ แต่ร่างกายภายใต้ชุดกาวน์นั้นดูหนาแน่นและเซ็กซี่ขึ้นกว่าสมัยเรียนมาก
ไหล่กว้างๆ ที่น่าเอาหน้าซุก ลำคอแกร่งที่ดูรับกับสันกรามคมกริบ และแววตาเย็นชาที่เหมือนจะแช่แข็งคนมองได้ แต่มันกลับดูมีแรงดึงดูดทางเพศอย่างประหลาดจนเธอเผลอมโนไปว่า... ถ้าเขาไม่ใช่หมอที่กำลังตรวจอาการ แต่เป็นผู้ชายที่กำลัง ‘รุกราน’ เธออยู่บนเตียงนี้จริงๆ เธอจะทำหน้ายังไง
แค่คิด... ท้องน้อยของเธอก็ปั่นป่วนจนต้องหนีบขาเข้าหากันแน่น
แกร็ก!
เสียงเปิดประตูทำให้กะทิสะดุ้งสุดตัว เธอรีบคว้าผ้าห่มมาปิดก้นโด่งๆ ของตัวเองไว้ทันที และคนที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งสนิทราวกับหุ่นยนต์ก็คือคนที่เธอเพิ่งจะ ‘กิน’ เขาในความคิดไปเมื่อกี้!
หมอวินธัยเดินเข้ามาหยุดที่ข้างเตียง เขาถอดเสื้อกาวน์ออกแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินเข้มที่เน้นช่วงไหล่กว้าง และแผงอกล่ำสันให้ดูเซ็กซี่ขึ้นกว่าสมัยเรียนเป็นกอง
“คนไข้เป็นไข้เหรอครับ ทำไมหน้าแดงก่ำ หอบหายใจถี่ขนาดนั้นล่ะครับ”
วินธัยถามเสียงนิ่งจัด สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังเลิ่กลั่ก
“ปะ... เปล่าค่ะ! แค่ร้อน แอร์ไม่เย็นมั้งคะ”
กานต์ธิดาปดคำโต
“งั้นผมขอเช็คอาการหน่อย”
วินธัยพูดจบ ก็ก้าวเข้ามาประชิด เขาพยุงร่างบางให้พลิกตะแคง เพื่อตรวจเช็คแผ่นหลังและจุดที่บาดเจ็บ
มือหนาร้อนผ่าวทาบลงบนบั้นท้ายที่บวมแดงของเธอ สัมผัสของเขาดูเป็นงานเป็นการมาก แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกไฟลวก
กานต์ธิดาเผลอหอบหายใจถี่ขึ้นอย่างลืมตัว เมื่อวินธัยจงใจใช้นิ้วโป้งคลึงวนเบาๆ รอบรอยสักชื่อของเขา... อีกครั้ง
“อาการยังหนักอยู่ ต้องห้ามขยับตัวแรงนะครับ”
น้ำเสียงของวินธัยยังคงราบเรียบ แต่ฝ่ามือหนาที่กดทับลงบนสะโพกเนียนนั้นกลับหนักแน่นและทิ้งน้ำหนักไว้นานเกินความจำเป็น
กระแสไฟฟ้าบางอย่างแล่นพล่านจากจุดที่มือเขาเผลอไผลวนเวียนอยู่ตรงรอยสัก แผ่กระจายไปทั่วอุ้งเชิงกรานของกานต์ธิดา จนเธอเผลอจิกปลายเท้าลงกับผ้าปูเตียงด้วยความรู้สึกเสียววูบที่อธิบายไม่ได้
