บทที่ 6 ตอนที่ 6
ร่างกายของเธอประท้วงด้วยการสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อสัมผัสร้อนผ่าวจากปลายนิ้วเขาเกือบจะสะกิดโดนยอดปทุมถันที่ไร้อาภรณ์ปิดกั้น
แต่เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะไม่ช้ามือหนาก็ดึงขอบกางเกงคนไข้ของเธอลงจนหมิ่นเหม่ลงไปถึงช่วงโคนขาและบั้นท้าย ก่อนที่เขาจะเริ่มเช็ดเรียวขาของเธออย่างละเอียด ไล่ตั้งแต่สะโพกมนลงไปถึงขาอ่อนด้านใน และทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาโดนผิวเนื้อเปลือยเปล่าของเธอโดยไม่มีผ้ากั้น มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าววิ่งพล่านไปทั่วร่างสาว
นิ้วหัวแม่มือของเขาแกล้งหรือตั้งใจก็ไม่รู้ ดันมาเกลี่ยโดนรอยแยกของบั้นท้ายจนเธอเผลอหลุดเสียงครางเครือออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“อืม... อ๊ะ... วิน...”
เธอหวั่นไหวจนแทบจะร้องไห้ ความรู้สึกโหยหาที่อัดอั้นมาตลอดหลายปี มันระเบิดออกมาในรูปแบบของความสั่นเทาไปทั้งร่าง
เธอรักเขา... รักจนยอมให้เขากระทำย่ำยีหัวใจ รักจนยอมให้เขาสัมผัสแบบนี้ แม้ว่าสำหรับเขาแล้ว เธอจะมีความหมายแค่ ‘คนไข้’ คนหนึ่งก็ตาม
วินธัยยังคงเงียบกริบ เขาทำเหมือนกำลังเช็ดทำความสะอาดเครื่องมือแพทย์จริงๆ แต่สำหรับกานต์ธิดาแล้ว... ทุกวินาทีมันคือการทรมานที่แสนหวานและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน
“เสร็จแล้วครับ... สะอาดทุกซอกทุกมุมแล้ว”
เสียงเรียบเฉยที่ไร้แววอาวรณ์ดึงกานต์ธิดาออกจากภวังค์หวามอย่างรวดเร็ว
วินธัยดึงเสื้อคนไข้และกางเกงของเธอให้กลับเข้าที่ให้ดังเดิม ก่อนจะหยิบกะละมังแล้วเดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามองอีกเลย
เมื่อสิ้นเสียงปิดประตูเบาๆ ความเงียบสงัดก็กลับเข้ามาปกคลุมห้องพักวีไอพีอีกครั้ง
กานต์ธิดายังคงนอนคว่ำหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะกลัวว่าความร้อนผ่าวที่ยังคั่งค้างอยู่ตามผิวเนื้อจะตอกย้ำให้รู้ว่าร่างกายของเธอพ่ายแพ้ต่อสัมผัสของเขาอย่างราบคาบ
‘น่าสมเพชชะมัดเลยกะทิ...’
เธอพึมพำด่าตัวเองในใจ ทั้งที่น้ำตายังคลอเบ้า ความรู้สึกวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วท้องน้อยเมื่อครู่ยังไม่จางหายไปง่ายๆ
แม้วินธัยจะทำเหมือนเธอเป็นเพียงวัตถุไร้ชีวิต แต่ทุกที่ที่ปลายนิ้วเขาเฉียดกรายผ่านกลับเหมือนทิ้งร่องรอยไฟแผดเผาเอาไว้
หญิงสาวซุกหน้าลงกับความนุ่มของหมอน สูดดมกลิ่นน้ำหอมสะอาดจางๆ ของวินธัยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศอย่างโหยหา
เธอเกลียดตัวเองที่ดวงใจไม่รักดี ทั้งๆ ที่เขาทำปั้นปึ่งเย็นชาใส่ ทั้งๆ ที่เขาพูดจาใจร้ายใส่ แถมยังบอกว่าเห็นเธอเป็นแค่ ‘ก้อนเนื้อ’ เท่านั้น
แต่เพียงแค่เขาสัมผัส แค่เขาสัมผัสเท่านั้น ร่างกายเธอ เธอก็พร้อมจะหลอมละลายและตอบสนองเขาอย่างน่าอายแล้ว
วินธัยเป็นเหมือนน้ำแข็งขั้วโลกที่แหลมคมและเย็นจัด
‘นายมันใจร้าย... ใจร้ายยิ่งกว่าใครในโลก’
กานต์ธิดาหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน และปล่อยให้อารมณ์หวามไหวที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นค่อยๆ กลั่นตัวเป็นความเหงาลึกๆ ในใจ
เธอรู้ดีว่าคืนนี้ คงเป็นอีกคืนที่เธอต้องนอนหลับไปพร้อมกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ตีรวนกันมั่วซั่ว เพียงเพราะสัมผัส ‘ตามหน้าที่’ จากผู้ชายเย็นชาคนนั้นคนเดียว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วินธัยเปิดประตูห้องพักฟื้นของกานต์ธิดาออกมาอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นเขาก็มาหยุดยืนพิงบานประตูไม้ราคาแพงอยู่ครู่หนึ่ง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับจังหวะหัวใจที่เต็นระรัวให้กลับมานิ่งสนิทเหมือนเดิม ก่อนจะสวมแว่นสายตากลับคืน
ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลาของเขา กลับมาสวมหน้ากากศัลยแพทย์ผู้สุขุมเย็นชาอีกครั้ง
“อ้าว... หมอวิน นึกว่าตาฝาดนะเนี่ย”
เสียงทักที่ดังขึ้นจากโถงทางเดินทำให้วินธัยชะงักฝีเท้า เขาปรายตามอง หมอเจษ เพื่อนสนิทร่วมรุ่นที่อยู่ในชุดลำลองเตรียมตัวจะกลับบ้าน
“ทำไมแกยังไม่กลับ?”
วินธัยถามเสียงเรียบ ไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่นิดเดียว
“ฉันสิที่ต้องถามแก”
เจษเดินเข้ามาใกล้พลางขมวดคิ้วสงสัย
“ปกติศัลยแพทย์มือหนึ่งระดับแก มีหน้าที่แค่ผ่าตัดกับเดินวอร์ดเช้าไม่ใช่เหรอวะ? ตั้งแต่แกกลับมาจากเมืองนอก ฉันไม่เคยเห็นแกยอมรับเวรดึกเลยสักครั้ง เห็นบอกว่าเสียเวลานอน”
วินธัยขยับเสื้อให้เข้าที่ พลางก้าวเดินไปตามทางเดินด้วยท่าทางมั่นคง
“วันนี้คนไข้เคสอุบัติเหตุเยอะ พยาบาลไม่พอ ฉันเลยมาช่วยดู”
“ช่วยดู?”
เจษแกล้งทำเสียงสูงพลางเดินตาม
“ช่วยดูหรือจงใจ ‘ย้าย’ มากันแน่? ฉันแอบไปเช็คตารางเวรมา เห็นว่าแกเป็นคนขอเปลี่ยนเวรกับไอ้หมอเอกเองเลยนี่นา ทั้งที่คืนนี้แกควรจะไปนอนพักผ่อนที่คอนโดไม่ใช่เหรอวะ”
วินธัยหยุดเดินแล้วหันมามองเพื่อนด้วยสายตาเย็นชาจนเจษต้องชะงัก
“ฉันแค่ไม่อยากให้คนไข้ในความรับผิดชอบของฉันมีภาวะแทรกซ้อนตอนกลางคืน โดยที่หมอเวรคนอื่นอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง”
“คนไข้คนไหน? เคสกะทิรีวิวอาหารที่นอนก้นโด่งอยู่ในห้องนั้นน่ะเหรอ?”
เจษยิ้มกริ่มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
“แหม... คนไข้คนนี้พิเศษยังไงเนี่ย ถึงทำให้แกต้องยอมอดหลับอดนอนมาเฝ้าเองเลย เลือกปฏิบัติหรือเปล่าวะเพื่อน?”
“อย่าไร้สาระเจษ”
วินธัยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งลึกราวกับน้ำแข็ง
“ในสายตาของฉัน คนไข้ก็เหมือนกันหมด แค่ก้อนเนื้ออักเสบก้อนหนึ่งที่ต้องรีบรักษาให้หายเพื่อไม่ให้เสียชื่อโรงพยาบาล และฉันไม่ได้คิดอะไรเกินไปกว่านั้นแน่นอน”
วินธัยพูดจบก็หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องพักแพทย์ส่วนตัวของเขาทันที ทิ้งให้เจษมองตามหลังพลางส่ายหัว
