บทที่ 8 ตอนที่ 8
“หยุดเลยมึง! นั่นมันปีศาจชัดๆ!”
กานต์ธิดาขัดขึ้นอย่างหมั่นไส้
“นายนั่นบังคับให้กูไปทำกายภาพที่บ้านเขาทุกเย็น แลกกับการที่กูจะได้กลับบ้านวันนี้”
“หะ? ไปบ้าน? สองต่อสอง? ตอนเย็น?”
สราลีวางถุงส้มลงทันที ตาโตเท่าไข่ห่าน
“อีกะทิ! นี่มึงกำลังจะบอกว่า คุณหมอสุดหล่อที่เป็นรักแรกฝังใจมึง ชวนมึงไป ‘กายภาพ’ ที่บ้านเขาเหรอคะ!”
“เออ! แต่เขาบอกว่าทำในฐานะหมอกับก้อนเนื้ออักเสบก้อนหนึ่งน่ะสิ!”
สราลีหัวเราะกิ๊กกั๊กพลางตบไหล่เพื่อน
“ก้อนเนื้อบ้าอะไรจะน่ากินขนาดนี้! มึงดูปากกูนะกะทิ... นี่มันคือ ‘โอกาสทอง’ ที่สวรรค์ประทานมาให้ก้นมึงกระแทกพื้น! ถ้าหมอไม่คิดอะไร เขาจะยอมเสียเวลาหลังเลิกงานมานวดมาดัดให้มึงทำไม พยาบาลสวยๆ ในรพ. มีเป็นร้อย เขายังไม่แลเลย”
“เขาก็แค่กลัวเสียชื่อโรงพยาบาลของตระกูลเขาไงมึง นายวินนั่นแหละจอมเผด็จการไม่เปลี่ยนเลย”
“เผด็จการแต่หล่อขนาดนั้น เป็นกูจะยอมให้เผด็จการทั้งคืนเลยค่ะ!”
สราลีจีบปากจีบคอพลางหยิบแอปเปิลขึ้นมาปลอก
“เอาเถอะมึง เตรียมชุดกีฬาที่ ‘สั้นและรัด’ ที่สุดไปนะกะทิ ถือว่ากูขอ... อย่าให้เสียชื่อเพจกะทิรีวิว! รีวิวอาหารมาเยอะแล้ว คืนนี้ไปรีวิวบ้านหมอบ้างจะเป็นไรไป!”
“นังส้ม! มึงจะบ้าเหรอ!”
กานต์ธิดาคว้าหมอนข้างมาฟาดเพื่อนแก้เขิน ท่ามกลางเสียงหัวเราะลั่นของสราลีที่ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าคนเจ็บเสียอีก
ชุดกีฬาขาสั้นงั้นเหรอ? แค่นึกถึงตอนที่เขาต้องมาจับขาจับตัวเธอในที่ส่วนตัว หัวใจเจ้ากรรมมันก็สั่นจนแทบจะหยุดเต้นให้ได้เลย
“กะทิ มึงฟังนะ... นี่มันคือสนามรบที่ใช้ร่างกายเป็นเดิมพัน มึงเตรียมวิธี ‘อ่อย’ ไว้หรือยัง?”
“อ่อยบ้าอะไรล่ะส้ม! กูไปทำกายภาพ กูป่วยอยู่นะมึง!”
กานต์ธิดาเถียงเสียงหลง แต่หน้ากลับแดงลามไปถึงใบหู
“โถ่... กายภาพบำบัด หรือจะสู้ ‘กายประสานกาย’ คะเพื่อน”
สราลีขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จนจมูกแทบชนกัน
“มึงต้องใช้แผนนิ่งสยบความเคลื่อนไหว แต่แอบรุกหนักๆ เช่น ตอนเขากำลังดัดขามึง มึงก็แกล้งร้อง ‘อ๊ายยย’ เบาๆ แบบเสียงหลงนิดๆ ให้ดูน่าทะนุถนอม หรือไม่ก็ตอนเขาก้มลงมาเช็คจุดช้ำ มึงก็แกล้งสะดุ้งแล้วปัดมือไปโดนหน้าอกเขาซะหน่อย... แต่อุ๊ย! ต้องทำหน้าซื่อๆ เหมือนไม่ตั้งใจนะมึง”
“อีบ้า! นายวินฉลาดจะตาย เขาดูออกแน่ว่ากูแกล้ง”
“ฉลาดแค่ไหนก็เป็นผู้ชายนะอีกะทิ! แล้วหมอนิ่งๆ แบบนี้แหละ เวลา ‘ตบะแตก’ ขึ้นมานะมึงเอ๊ย... เตียงคนไข้ก็เอาไม่อยู่!”
สราลีจีบปากจีบคอพลางทำท่าประกอบจนกานต์ธิดาอยากจะเอาหน้ามุดรูระบายอากาศ
“แล้วชุดกีฬาที่มึงจะใส่น่ะ ห้ามใส่บ็อกเซอร์ตัวโคร่งนะมึง กูขอร้อง! มึงต้องใส่ขาสั้นแบบรัดรูปนิดนึง ให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้า เวลาเหงื่อออกซึมๆ ตามคอตามร่องอกนะมึงนะ... หืมมม ถ้าหมอวินไม่กลืนน้ำลายให้มันรู้ไป!”
“มึงพูดซะกูเห็นภาพเลยส้ม... แต่เป็นภาพกูโดนเขาไล่ออกจากบ้านนะ!”
กานต์ธิดาบ่นอุบ แต่ก็อดนึกตามคำพูดเพื่อนรักไม่ได้
เธอนึกภาพตัวเองในชุดออกกำลังกายรัดรูป นอนอยู่บนเตียงกายภาพในบ้านของวินธัย... โดยมีวินที่สลัดมาดคุณหมอทิ้ง เหลือเพียงผู้ชายหล่อเซ็กซี่ที่กำลังก้มลงมาใกล้ชิดสัมผัสร่างกายเธอ สายตาเย็นชาคู่นั้น จะเปลี่ยนเป็นหิวโหยเหมือนในนิยายที่เธอเคยอ่านไหมนะ?
“สรุปมึงจะเอายังไง?”
สราลีถามย้ำพลางยักคิ้วให้
“กู... กูไม่รู้ว้อย! แค่คิดว่าต้องไปบ้านเขาคืนนี้ กูก็แทบจะเดินไม่เป็นอยู่แล้วเนี่ย!”
กานต์ธิดาเอาหน้าซุกหมอนอีกรอบเพื่อหนีสายตาล้อเลียนของเพื่อน
“ไม่ต้องทำเป็นเดินไม่เป็นหรอกจ้ะ เพราะคืนนี้หมอวินเขาคงไม่ปล่อยให้มึง ‘เดิน’ เองแน่ๆ... อุ๊ย! กูหมายถึงเขาคงต้องประคองมึงน่ะ ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะชอบใจของสราลีทำเอากานต์ธิดาทั้งเขินทั้งอายในเวลาเดียวกัน แต่กระนั้นความตื่นเต้นปนหวั่นไหวก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนยากจะควบคุม
“เออ! หัวเราะเข้าไปอีเพื่อนเลว!”
กานต์ธิดาด่าแก้เก้อพยายามข่มหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองชุด
“กูพูดจริงๆ นะกะทิ”
สราลีเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นจริงจังแต่แววตายังพราวระยับ
“ที่มึงเล่าว่า สมัยเรียนมึงแอบรักเขาแทบตาย เดินตามต้อยๆ เป็นลูกหมาคอยชะแง้มองเขา แต่เขากลับทำหน้านิ่งใส่ ทำเหมือนมึงเป็นแค่อากาศธาตุในห้องเรียนน่ะ”
“เออ ก็ใช่น่ะสิ กูจำได้แม่นเลยล่ะ นี่เจ็บจนถึงทุกวันนี้เลย”
กานต์ธิดาเม้มปากเมื่อนึกถึงความทรงจำที่ขมขื่น
“นั่นแหละ! นี่คือเวลาล้างแค้นของมึงแล้วกะทิ! เมื่อก่อนเขาไม่เอามึง ตอนนี้มึงต้องทำให้เขา ‘อยากเอา’ จนคลั่งตายไปเลย”
สราลีโน้มตัวมากระซิบเสียงเจ้าเล่ห์
“เอามารยาหญิงที่มีทั้งหมดออกมา มึงรีวิวอาหารจนคนน้ำลายไหลทั้งประเทศได้ ทำไมมึงจะรีวิวตัวเองให้หมอวินน้ำลายหกไม่ได้วะ? เอาให้เขารู้ไปเลยว่ากะทิเวอร์ชันเกือบสามสิบมัน ‘แซ่บ’ ขนาดไหน!”
“มึงจะให้กูทำอะไรส้ม? กูไปกายภาพนะ ไม่ได้ไปถ่ายหนังเอ็กซ์!”
“กูก็ไม่ได้บอกให้มึงแก้ผ้ากระโดดใส่เขาสักหน่อย”
สราลีกลอกตาไปมา แล้วพูดต่อ
