บทที่ 9 ตอนที่ 9
“แค่อ่อยแบบ ‘High Class’ ไงมึง แบบ... ก้มๆ เงยๆ ให้เห็นรอยสักชื่อเขาแวบๆ หรือตอนเขานวดขามึง มึงก็แกล้งกัดปากทำหน้าเหยเกแบบเซ็กซี่ๆ หน่อย ไม่ใช่ทำหน้าแหยเหมือนโดนรถทับ! เอาให้เขาตบะแตกคามือจนเข็มหมอหลุดมือไปเลยมึง!”
“อีส้ม! มึงมันลามก!”
กานต์ธิดาฟาดหมอนใส่เพื่อนอีกปึกใหญ่ด้วยความเขินอาย
“กูไม่ได้ลามก กูแค่หวังดีกับเพื่อน!”
สราลีหัวเราะลั่น พลางปัดมือพัลวัน แล้วพูดต่อไม่หยุด
“มึงลองคิดดูนะ ถ้าหมอวินหน้าตายนั่นเกิดคุมตัวเองไม่อยู่ขึ้นมาจริงๆ แล้วเผลอ ‘จัดหนัก’ ให้มึงแทนกายภาพ มึงจะลืมความเจ็บที่ก้นไปปลิดทิ้งเลยล่ะเพื่อนรักกกกก”
กานต์ธิดาได้แต่ถอนหายใจยาว พลางมองเพื่อนรักที่จินตนาการเตลิดไปไกลถึงเตียงนอนบ้านหมอวินธัยอย่างอ่อนใจ
แต่กระนั้น แม้จะด่ามันในใจว่า ‘นังเพื่อนตัวแสบ’ แต่ลึกๆ แล้ว คำพูดของสราลีก็ทำเอาความประหม่าของเธอเปลี่ยนเป็นความท้าทายเล็กๆ ขึ้นมาได้นิดหนึ่ง
เออ... เมื่อก่อนนายมองข้ามฉันนักใช่ไหมวิน? คืนนี้ฉันจะลองดูสิว่า ‘ก้อนเนื้อ’ อย่างฉัน จะทำให้หมอหน้าน้ำแข็งอย่างนายควันออกหูได้หรือเปล่า!
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
รถ Mini Cooper สีแดงสดของสราลีกำลังเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของคอนโดหรูใจกลางเมือง บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยเสียงเพลงแนว EDM จังหวะตื๊ดที่เจ้าของรถเปิดบิ้วอารมณ์เพื่อนรักอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้กานต์ธิดากลับนั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม มือสองข้างจิกสายเข็มขัดนิรภัยแน่นจนเล็บขาว
“ส้ม... กูเปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหมวะ กูว่ากูไปคลินิกแถวบ้านก็ได้นะมึง หรือไม่ กูนอนพักเฉยๆ เดี๋ยวมันก็หายเองแหละ ร่างกายมนุษย์มันซ่อมแซมตัวเองได้มึงเชื่อกูสิ!”
กานต์ธิดารัวคำพูดออกมาไม่หยุดจนลิ้นแทบพันกัน
“หยุดเพ้อค่ะอีกะทิ!”
สราลีหักพวงมาลัยจอดเข้าซองอย่างเชี่ยวชาญก่อนจะดับเครื่องยนต์ แล้วหันมามองเพื่อนด้วยสายตาจิกกัด
“มึงมาถึงหน้าถ้ำเสือขนาดนี้จะถอยกลับไปนอนถ้ำหมาเหรอคะ? นู่น! ดูป้ายคอนโดค่ะ หรูหราหมาเห่าขนาดนี้ หมอวินเขาอุตส่าห์เปิดรังลับให้มึงเข้าหา อย่ามาทำเป็นใจปลาซิวปลาสร้อยแถวนี้ยะ!”
“แต่นี่มันคอนโดเขานะมึง! พื้นที่ส่วนตัวของเขาเลยนะ ถ้าเขาเกิดรำคาญกูขึ้นมา หรือถ้าเขา... เขาทำหน้าตึงใส่กูอีกล่ะ กูก็อายเป็นนะว้อย!”
“หน้าตึงก็เรื่องของเขา แต่มึงต้องหน้าด้านค่ะ!”
สราลีขยับตัวมาประชิดเพื่อน
“ไหน... ขอกูตรวจเช็กอาวุธสงครามของมึงหน่อยสิ วันนี้เตรียมชุดมาสู้แค่ไหน”
สราลีกวาดสายตามองกานต์ธิดาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะอุทานออกมาเสียงหลงจนกานต์ธิดาสะดุ้ง
“ว้ายยยยย! อีกะทิ! นี่มึงแต่งชุดห่าอะไรของมึงเนี่ย!”
กานต์ธิดาก้มลงมองตัวเองพลางขยับเสื้อตัวโคร่ง
“ก็ชุดกีฬาไง... เสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม ใส่สบายขยับง่ายๆ หมอวินบอกให้เอาชุดที่ขยับสะดวกมา”
“ขยับสะดวกของมึงคือเสื้อยืดไซซ์ XXL ที่ใส่ไปสามคนยังเหลือที่ว่างเนี่ยนะ? แล้วกางเกงวอร์มขายาวตัวพองนี่อีก!”
สราลีหยิบชายเสื้อกานต์ธิดาขึ้นมาด้วยสีหน้าขยะแขยงเหมือนเห็นขยะ
“นี่มึงกะจะไปขุดมันฝรั่งหรือไปแคสติ้งบทป้าแม่บ้านคะ? กูบอกให้มึงใส่ชุดรัดๆ ติ้วๆ แน่นเปรี๊ยะให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าไง!”
“กูก็ใส่นี่ไง! แต่มันหลวมนิดหน่อยเอง...”
“นิดหน่อยบ้านมึงสิ! หลวมจนจะกลายเป็นถุงปุ๋ยอยู่แล้ว!”
สราลีบ่นอุบพลางฟาดมือลงบนตักเพื่อนสนิท
“จะให้หมอเขาจะนวดกล้ามเนื้อ หรือนวดผ้าใบใบเรือคะ? ถ้ามึงใส่แบบนี้ไปนะ”
“ก็กูอาย...”
กานต์ธิดาทำหน้างอ
“จะให้ใส่ขาสั้นกุดเสื้อสายเดี่ยวไปบ้านผู้ชายตอนค่ำๆ มึงจะให้กูไปกายภาพหรือไปถวายตัวล่ะอีส้ม!”
“เอ้า! ถวายตัวได้ก็ดีสิคะเพื่อนรัก!”
สราลีกลอกตาพลางถอนหายใจยาว
“มานี่! ในเมื่อมึงเตรียมชุดเกราะกันกระสุนมาขนาดนี้ กูต้องใช้วิชาชีพดีไซเนอร์กำมะลอจัดการมึงเองแล้วล่ะ อย่าขยับนะกะทิ ถ้ามึงขัดใจกู มึงไม่ต้องมาเรียกกูว่าส้มส้ม!”
พูดจบสราลีก็พุ่งเข้าชาร์จเพื่อนรักทันที พร้อมกับคว้าหนังยางและกิ๊บดำในกระเป๋าออกมา เตรียมปฏิบัติการแปลงโฉมหน้าคอนโดแบบมัดมือชก
“มานี่อีทิ! อย่ามาขัดขืนกู!”
สราลีคำรามพลางพุ่งเข้าใส่กานต์ธิดาที่นั่งตัวลีบอยู่ในเบาะรถ
“อีส้มส้ม! มึงจะทำอะไร เสื้อกูจะขาดแล้ว!”
กานต์ธิดาร้องลั่น เมื่อเพื่อนรักจัดการดึงชายเสื้อยืดตัวโคร่งของเธอขึ้นไปกองไว้เหนือสะดือ แล้วใช้ยางวงมัดปมไว้ด้านหลังจนเสื้อรัดเปรี๊ยะเน้นทรวดทรงองเอวที่คอดกิ่ว
“เงียบไปเลย! กางเกงนี่ก็เหมือนกัน พับขึ้นไปอีก!”
สราลีไม่พูดเปล่า จัดการถกขากางเกง
วอร์มของกานต์ธิดาขึ้นไปกองไว้ที่ต้นขาอ่อน จนดูเหมือนกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน
“เนี่ย! มันต้องแบบนี้! ให้หมอวินเห็นแล้วเส้นประสาทกระตุกไปเลย!”
“อีส้มมมม มึงทำแบบนี้กูจะเดินเข้าลิฟต์ยังไง!”
กานต์ธิดาหน้าแดงแจ๋ มองสภาพตัวเองที่เปลี่ยนจาก ‘ป้าขุดมัน’ กลายเป็น ‘สาวฮอตสปอร์ต เกิร์ล’ ภายในห้านาที
“เดินเชิดหน้าเข้าไปค่ะลูกสาว!”
สราลีตบหน้าตักเพื่อนเบาๆ ก่อนจะควานหาของในกระเป๋าถือใบหรู
“อ่ะ... แล้วนี่ ของสำคัญ กูให้มึงพกติดตัวไว้เพื่อความอุ่นใจ”
